Untitled-1

ก้าวผ่านกาฬเวลา กวีนิพนธ์ : บันทึกแห่งใจในสถานการณ์โคโรนาไวรัส

หลังจากเปิดให้แฟนๆ ได้ตั้งชื่อผลงานเขียนกวีนิพนธ์ที่คุณชมัยภร แสงกระจ่าง เขียนลงในเฟซบุ๊ก และตั้งชื่อเล่นไว้ว่า ‘กวีนิพนธ์โควิด’ ในที่สุดคุณชมัยภรก็เลือกชื่อเรื่อง ‘ก้าวผ่านกาฬเวลา’ ที่ตั้งโดย สิกขมานามนพิสุทธิ์ พิทักษ์สันติภาพ เป็นชื่อรวมเล่มบทกวีล่าสุด 

“กาฬ ที่แปลว่าดำ มันเก๋มากนะ ก้าวผ่านกาลเวลา หรือ กาฬเวลา เราอ่านว่า กา ละ เวลา ก็ยังเป็นคำเสียงเดิมเลย กาฬเวลา มีความหมายว่า เป็นช่วงเวลาที่มืดมน”

กวีนิพนธ์ทั้งหมดเขียนขึ้นในวันที่ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงปิดเมืองเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อจากไวรัสโรโรนา หรือที่เราเรียกว่า โควิด-๑๙ (COVID-๑๙)   

“กวีนิพนธ์โควิด-๑๙ แปลว่า โควิดอายุยังน้อย”

คุณชมัยภรวันนี้ที่มีอารมณ์ขันขึ้นมาบ้างแล้ว

“เริ่มเขียนชิ้นที่หนึ่งตั้งแต่วันที่ ๒๑ มีนาคม ไปสิ้นสุดวันที่ ๑๖ มิถุนายน เขียนไปทุกวัน มันเหมือนเป็นบันทึก”

ก่อนจะเข้าสู่สถานการณ์ของการระบาด โดยปกติแล้วคุณชมัยภรจะออกจากบ้านแทบทุกวัน ทั้งไปประชุม ไปจัดกิจกรรม ไปอบรม ไปสอนเรื่องการอ่าน การเขียน แต่เมื่อมีประกาศว่า ‘ไม่ให้ออกจากบ้าน’ จึงกลายเป็นโจทย์หนักของคนที่ปกติไม่เคยถูกจำกัดเสรีในการเดินทาง 

“แล้วจะทำอะไรถ้าไม่ให้ออกจากบ้าน ถ้าจะต้องอยู่บ้านก็ควรจะมีหลักฐานหลงเหลือไว้บ้าง” คุณชมัยภรจึงตั้งใจกับตัวเองว่าจะเขียนบันทึกประจำวันในรูปแบบของบทร้อยกรองวันละหนึ่งชิ้น 

คุณชมัยภรเขียนไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวทุกวัน เป็นเวลา ๘๗ วัน ซึ่งในการเขียนนั้นเมื่อโพสต์บทกวีในแต่ละวันก็ได้เห็นอารมณ์และความรู้สึกของเพื่อนนักอ่านในเฟซบุ๊กที่ต่างมีประสบการณ์ร่วมกัน ในวันของการเปิดเรื่องนั้นคุณชมัยภรบอกว่า

“ตอนขึ้นต้น เป็นตอนที่ย้อนกลับไปว่าโลกทั้งโลกมันเชื่อมต่อกันอย่างไร พูดถึงเรื่องความสมัครสมานกันของทั้งโลก ความสนุกสนานของทั้งโลก เราเที่ยวข้ามประเทศกันไป ข้ามประเทศกันมาอย่างไร”

เริ่มต้นเขียนชิ้นที่ ๑ ในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ด้วยเรื่องของทั้งโลก โดยใช้คำว่า ‘เมื่อวาน’ ว่าเมื่อวานนี้โลกเป็นอย่างไร “เมื่อวานนี้โลกกำลังรื่นเริงบันเทิงบันทึก”  คุณชมัยภรบอกว่า “ไม่ใช่แค่บันเทิงอย่างเดียว บันเทิงแล้วบันทึกด้วย ใครไปไหนมาไหนก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ แต่เมื่อมีประกาศให้หยุดอยู่บ้านออกมา ก็เหมือนกับว่าทุกอย่างในโลกที่กำลังเคลื่อนหยุดการเคลื่อนไหวทันที ตอนจบของบทแรกจึงลงท้ายด้วย

เมื่อโลกพลิกอีกด้านเราพลันล้ม และตกลงจมพลัน ณ วันนี้” 

ในบทต่อๆ มา ก็เล่าถึงอารมณความรู้สึก บรรยากาศ และข่าวคราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น และในแต่ละบทก็จะมีรายละเอียดต่างๆ ไว้ด้วยว่าวันที่นี้ มียอดผู้ติดเชื้อเท่าไร มียอดผู้เสียชีวิตเท่าไร 

กล่าวได้ว่าเป็นการบันทึกสภาพสถานการณ์ ทั้งสภาพภายในจิตใจ สภาพที่บ้าน สภาพแวดล้อม สภาพสังคม ในช่วงเวลานั้นๆ ไว้เช่นเดียวกับการเขียนบันทึกประจำวัน แต่เป็นการบันทึกไว้ในรูปแบบของกวีนิพนธ์

“ทุกอย่าง บันทึกเรื่องของตัวเองสัมพันธ์กับเรื่องของสังคม”  

น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจน คุณชมัยภรขยายความว่า  

“เช่น วันนี้เราบันทึกเกี่ยวกับความเหงา ความเหงานั้นไม่ได้เกิดกับเราคนเดียวแน่นอน เพราะว่าคนที่อยู่ในภาวะที่ต้องหยุดอยู่บ้าน ทุกคนก็ต้องมีภาวะนี้เกิดขึ้น แต่เมื่อบันทึกแล้วก็ต้องมีตัวเราอยู่บ้าง บางชิ้นก็มีตัวเราเยอะ บางชิ้นก็มีน้อย บางชิ้นก็เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ เช่น เกิดตู้ปันสุขขึ้น ก็หยิบมาเขียน เขียนให้มีลักษณะทางวรรณศิลป์มากขึ้น สร้างเป็นเรื่องที่อิงจากความจริงที่เกิดขึ้น”

ตัวอย่างเช่น ช่วงที่โรคกำลังระบาดแล้วเกิดปัญหาการเงินกับหลายๆ คน ก็เขียน ‘จดหมายถึงนายก’ 

“ท่านนายกครับ ผมกำลังตกอับแล้วแน่วแน่
เมียกับลูกร้องกระจองอแง แล้วยังแม่นอนป่วยโปรดช่วยที
ท่านนายกครับ เร็วๆ หน่อยขอรับ อย่าเมินหนี
นั่น รั้วกระทรวงคลังยังพอมี วันพรุ่งนี้ผมจะไปปีนนะขอรับ”
(*ตอนจบของบท)

หรือเรื่อง ‘ตู้ปันสุข’ ที่เขียนตอนที่เพิ่งมีตู้ปันสุขตามจุดต่างๆ หยิบเรื่องของยายที่เอาผัดขิงกับน้ำพริกไปใส่ตู้ปันสุข แล้วหลานที่ไปดูตู้หยิบผัดขิงของยายกลับมาเพราะจำได้ว่ายายชอบกิน หรือเรื่องของครอบครัวที่ไปหยิบของในตู้แล้วแม่ร้องไห้ซึ้งใจที่เห็นคนไทยมีน้ำใจ

นอกจากบรรยากาศที่บางครั้งก็มีทั้งความเศร้า มีคำถาม มีความ หวั่นตระหนกต่อโรคระบาด ในอีกส่วนก็มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีเรื่องที่มีตัวละครน่ารักๆ เช่น เรื่องย่าตัดผมหลาน เรื่องของสัตว์เลี้ยงน่ารักรอบตัว 

“บางจังหวะที่เขียนเรื่องเครียดมากๆ  เต็มไปด้วยสถานการณ์อึดอัดคับข้องใจติดกัน ๔-๕ วัน ก็จะสลับเอาเรื่องสัตว์เลี้ยงมาเขียน  เป็นเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับตา ยาย หลาน หรือเด็กกับสัตว์เลี้ยง เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ของคนอ่าน ผ่อนคลายทั้งตัวผู้รับและผู้เขียน เพราะผู้รับกับผู้เขียนมีประสบการณ์เดียวกัน”

กวีนิพนธ์ทั้ง ๘๗ บทนี้ เนื้อหาเป็นไปตามสถานการณ์แต่ะวัน ในการเขียนเรื่องจะไม่ได้ต่อกัน สามารถอ่านแยกบทกันได้ แต่ในการเขียนทุกบทนั้นสัมผัสจะต่อกัน 

การเขียนกวีนิพนธ์ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคครั้งนี้สิ้นสุดลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน  รวมทั้งหมด ๘๗  ชิ้น ๘๗ วัน

“พอเขียนไปถึงวันที่แปดสิบกว่าเริ่มมองเห็นว่าสถานการณ์ในสังคมมันอยู่ตัว เขียนประเด็นต่างๆ ไปหมดแล้ว  ซึ่งถ้าหากเขียนต่อจะทำให้เกิดอารมณ์ซ้ำ สังคมก็เริ่มนิ่ง เลยคิดว่า เราหยุดตรงนี้ดีกว่า หยุดตรงคำขอบคุณ หยุดที่เราจะปิดกิจกรรมนี้ แต่ก็ไม่ได้หยุดเขียน ไปเขียนอย่างอื่นต่อ แต่หมายถึงว่าการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ พอมันเข้าที่ เราก็หยุด พอดีแล้ว ไม่มีอะไรตื่นเต้นแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ทางสาธารณสุขควบคุมได้แล้ว” 

จึงจบลงด้วยบทส่งท้ายที่ชื่อว่า ‘คำขอบคุณ’

“ขอบคุณที่ตามอ่านกันทุกหน้า
ขอบคุณที่มีเวลายามฉุกเฉิน
ขอบคุณที่ยังให้หัวใจเพลิน
ขอบคุณที่เราเดินมาพบกัน” 

(คำขอบคุณ0)

คุณชมัยภรเองมองภาพรวมของกวีนิพนธ์ ก้าวผ่านกาฬเวลา  ว่า
“กวีนิพนธ์ แต่ละวรรคมันไม่ใช่ภาพเดียวซึ่งเป็นธรรมชาติของงานกวีนิพนธ์ ไม่ใช่บรรทัดนี้จะต้องหมายถึงแบบนี้ตลอดกาล แต่หมายความได้ลึกกว่านั้น เวลาเราอ่านทำความเข้าใจมันสามารถเข้าใจได้หลายชั้น เพราะฉะนั้นงานชิ้นนี้แม้มันจะเป็นบันทึกประจำวัน เป็นบันทึกที่เฉพาะสถานการณ์ แต่เราไม่อ่านมันในเฉพาะสถานการณ์โควิดอย่างเดียวก็ได้ เวลาเราเผชิญอะไร หรือเกิดอะไรขึ้นในชีวิต งานต่างๆ เหล่านี้ก็สามารถไปเปรียบเทียบได้แทบทุกชิ้น มันสามารถอธิบายโลกได้”

กวีนิพนธ์เล่มนี้ ไม่เพียงเป็นบันทึกเหตุการณ์ผ่านสายตากวีเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ครั้งหนึ่งเราต่างตกอยู่ในสภาวะเดียวกันทั้งโลก มีความหวาดกลัว เหงา เศร้า หดหู่ ท้อแท้ หรือแม้แต่อารมณ์ความสุขกับบางจังหวะที่สอดแทรกเข้ามาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลายกระแสสังคม หลายผู้คน หลายความเศร้า หลายรอยยิ้ม 

หลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคครั้งนี้ถูกบันทึกไว้ในกวีนิพนธ์ ก้าวผ่านกาฬเวลา เล่มนี้ ที่จะเป็นเหมือนเครื่องย้อนเวลาให้เราได้มองกลับไปถึงสิ่งต่างๆ ที่บางครั้งเราอาจลืมไปแล้ว

การจัดพิมพ์ครั้งแรกนี้ สำนักพิมพ์คมบางได้เปิดให้ผู้อ่านสั่งจองล่วงหน้าและจัดพิมพ์ในจำนวนที่เหมาะสมกับการสั่งจอง เป็นหนังสือที่ถึงมือผู้อ่านทุกท่านในแบบพอดีๆ นอกจากนี้หนังสือยังจะวางจำหน่ายครั้งแรกในงาน “ABC Book Fest งานเทศกาลหนังสือเริ่มต้น” ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อันควรได้บันทึกไว้ด้วย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ก้าวผ่านกาลเวลา กวีนิพนธ์เล่มนี้ จะทำให้ผู้่อ่านได้มองเห็นพลังในชีวิตและมีแรงที่จะผ่านความหมองหม่นมืดมนในชีวิตไปได้อย่างปลอดภัยทั้งกายและใจ

ก้าวผ่านกาฬเวลา
พิมพ์ครั้งที่ 1 เพียง 500 เล่ม เท่านั้น

ราคาปก 260 บาท 
Pre-order เหลือ 220 บาท

สั่งจองได้ที่นี่ หรือ inbox ไปที่เพจสำนักพิมพ์คมบาง

ราคาพิเศษ 8 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2563

ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล

รองเท้าสลับข้าง – ผู้สูงวัยอ่านเล่มไหนกันดี

รองเท้าสลับข้าง – ผู้สูงวัยอ่านเล่มไหนกันดี
(ไลฟ์ครั้งที่ 2 มิถุนาไฉไล ชมัยภร 5-6-7)

สืบเนื่องมาจาก อ.ชมัยภร ใส่รองเท้าสลับข้างมาจากบ้านลูกสาว ซึ่งก็คือกว่าชื่นนั่นล่ะค่ะ คุณชมัยภรเล่าว่า เหตุการณ์รองเท้าสลับข้างนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรกนะ

ย้อนไปสมัยหนึ่งที่อาจารย์ยังมีคดีความต้องไปศาล วันหนึ่งสามีขับรถไปส่งที่ศาล จนอยู่ในห้องพิจารณาจึงได้เห็นรองเท้าตัวเองว่า ข้างหนึ่งสีน้ำตาล อีกข้างสีดำ พอรู้แล้วก็รู้สึกอายจนไม่รู้ว่าจะเอาเท้าตัวเองซ่อนไว้ตรงไหนดี กระทั่งออกจากที่ศาล ระหว่างเดินข้ามสะพานลอยก็คิดพิจารณาว่าหน้าที่ของรองเท้าคืออะไร รองรับเท้า สำหรับการเดินให้สบาย ดังนั้นก็พอจะทำใจไปต่อได้ จนกระทั่งถึงที่สำนักโทรทัศน์วิทยุรามคำแหงก็ถอดรองเท้าเข้าไปจัดรายการวิทยุต่อได้โดยโล่งใจ

เป็นประเด็นต่อเนื่องว่า เมื่อถึงวัยที่เรียกว่า “สูงวัย” หรือ ชรา” หรือ “แก่” อาจารย์ชมัยภรบอกว่า “ไม่มีอะไรดี” แต่ที่จริงแล้วคำว่าไม่มีอะไรดีนั้น แค่หมายถึงความเสื่อมของร่างกาย ความสูงวัยนั้นมีมุมอะไรมากมายที่คุณชมัยภรนำมาสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรมดีๆ มากมาย

สำหรับงานเขียนเล่มที่ตัวละครสูงวัยเป็นแก่นของเรื่อง เช่น คุณปู่แว่นตาโต คุณปู่แว่นตาแตก คุณยายหวานซ่าสสส์ อาม่าบนคอนโด คุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง ขวัญสงฆ์ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ก็มีอีกส่วนที่เป็นนวนิยายที่มีผู้สูงวัยเป็นตัวละครสำคัญในการดำเนินเรื่อง

“ถ้าผู้สูงวัยไปอยู่ในวรรณกรรมเยาวชนเราก็จะปรับให้ผู้สูงวัยมีความเบิกบานขึ้น ถ้าในนวนิยายที่มีผู้สูงวัยเนี่ยก็มักจะมีความซับซ้อนภายในจิตของคนแก่”

ตัวอย่างเช่น คุณยายหวานซ่าส์ส์ส์ ซึ่งมีที่มาจากคุณแม่ของคุณชมัยภร มาจากช่วงที่เห็นคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกของพี่สาว (พี่สาวต้องย้ายไปทำงานอีกจังหวัด) หลานที่อายุ 15 ก็เลยต้องอยู่กับยาย คุณชมัยภรก็เลยสังเกตเห็นแม่ของตัวเองที่มีความห่วงใยต่อหลาน แม้ว่าจะบ่นๆ ถึงเรื่องต่างๆ แต่ก็ด้วยใจที่มีความรักและเป็นห่วง

“โครงสร้างเรื่องเป็นเรื่องจริงหมด แต่รายละเอียดนั่นล่ะที่สร้างขึ้น อารมณ์ของคุณยายข้างในจริงๆ ก็เป็นอารมณ์ของผู้เขียน เช่น สร้างให้ตัวละครยายต้องนุ่งผ้าไทยไปพูดที่โรงเรียน แต่ความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับยายก็ครบถ้วน แล้วก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่คนแก่กับเด็กจะคิดไม่เหมือนกัน และการคิดไม่เหมือนกัน และทำอย่างไรที่จะทำให้คลี่คลายไปสู่การอยู่ร่วมกันได้แม้จะคิดต่างกัน”

อีกเรื่องคือ คุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ ซึ่งถ้ามองเรื่องยุคสมัยก็เป็นเรื่องคนละยุคกับ คุณยายหวานซ่าส์ส์ส์ จากยุคบ้านสวน มาสู่ยุคที่มีอุปกรณ์การสื่อสารทันสมัย

“เป็นยุคของการเรียนรู้เรื่องเครื่องมือ ตอนที่เขียนเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้คิดว่าไลน์กับเฟซบุ๊กมันจะขึ้นมาขนาดนี้ นี่ถ้าเขียนใหม่อีกเล่มคนแก่น่าจะเก่งไลน์มากกว่านี้”

ทำไมถึงเป็นคุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ

“ตอนนั้นคุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซกำลังเป็นปัญหา พอติดแล้วก็เป็นปัญหา เช่น ติดหนึบไม่สนใจลูกหลานกันเลยทีเดียว”

ในเรื่องนี้ตัวละครเล่น แคนดี้ครัช ซึ่งมาจากตัวอาจารย์ชมัยภรเองก็เล่นแคนดี้ครัช

“ติดจริงๆ ติดแคนดี้ครัชอยู่ 4 ปี แล้วก็ได้เอามาเขียนเรื่อง”

นวนิยายอีกเรื่องที่มีแคนดี้ครัช ซึ่งก็เป็นเรื่องของผู้สูงวัยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เขียนก่อน คือ ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล จากนั้นจึงเขียนเรื่อง คุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ

“ในเรื่อง ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล พอตัวละครที่สามีตาย จะให้ตัวละครที่อยู่ในภาวะที่ไม่มีคนข้างๆ โดยฉับพลัน คนที่สูญเสีย ตัวจันทรที่เป็นตัวเอกของเรื่องต้องมีภาวะทางอารมณ์ที่เราสัมผัสได้ ตัวละครเช่นเดียวกับคุณยาย ใน คุณยายหวานซ่าส์ส์ส์ ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน เราก็ใช้ข้อมูลนี้มาใส่ในตัวละคร ซึ่งตัวละครทั้งสองนี้ที่มีแคนดี้ครัชเข้าไปอยู่ในเรื่องเหมือนกัน เมื่ออยู่ในงานเขียนคนละแบบเราจะต้องเลือก ถ้าเป็นวรรณกรรมเยาวชนก็จะอ่อนโยนกว่า เพราะต้องไปปฏิสัมพันธ์กับเด็ก เพราะฉะนั้นคุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซก็จะเฮฮามากกว่าในเวิ้งฟ้าอันไพศาล

ไปถึงเรื่องในเวิ้งฟ้าอันไพศาล นั้น ตัวละครจันทร ที่เพิ่งสูญเสียสามีนั้นจะมีความซับซ้อนและร้ายกาจมากในตอนเริ่มต้น ซึ่งบรรณาธิการบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสร้างเป็นละครไทยมากๆ เพราะมีหลายมิติ ตัวละครที่ดูร้ายเพราะเหตุสูญเสียในชีวิต ความหวงลูกชาย และปมปัญหาในใจ ผู้เขียนนำพาผู้อ่านไปสู่จุดที่คลี่คลายและสร้างความเห็นใจให้ตัวละครได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ตอนที่เขียนลงสกุลไทย มีแฟนคลับโกรธจันทร พอตอนท้ายๆ ตอนจันทรลำบากมากๆ แฟนคนเดิมก็มาดุคนเขียน ว่า เอ๊ะ ชักสงสารจันทรแล้วนะ!”

นี่เป็นความชำนาญของการสร้างตัวละครของคุณชมัยภร ที่สร้าง “ความเยอะ” ให้ตัวละคร โดยมีเหตุผลจากความสูญเสียซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมมากมาย คุณชมัยภรเล่าว่า มีฉากหนึ่งของจันทร ที่เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ได้คุยกับผู้สูงวัยคนหนึ่งที่พบบนรถทัวร์ขณะเดินทางกลับจากจันทบุรี

“ผู้หญิงคนนี้นั่งรถจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้ามืด มาถึงจันทบุรีลงเดินที่สถานีแล้วก็นั่งรถกลับเลย ผู้หญิงคนนั้นเล่าให้ฟังว่าเพราะว่าเบื่อสามี คือไปไหนก็ได้ให้ชีวิตมันเคลื่อนที่ไป เป็นข้าราชการหรือทำงานธนาคารนี่ล่ะ แล้วพอเกษียณก็ต้องอยู่บ้านกับสามีที่เกษียณเหมือนกัน แล้วอยู่กันไม่ได้ ก็เลยเลือกวิธีนี้ เพราะจะทิ้งไปนอนค้างที่ไหนไม่ได้ ก็นั่งรถวันเดียวแล้วกลับบ้าน แต่เขาก็ดูมีความสุขดี เราเอาตัวอย่างชีวิตที่เจอมาใส่ให้จันทร”

นอกจากนี้ก็เอาปมของคุณแม่ (แม่ของคุณชมัยภร ผู้เป็นต้นแบบคุณยายในคุณยายหวานซ่าส์ส์ส์) มาใส่ให้คุณจันทรด้วย ก็คือปมที่เคยแท้งลูก และยังคงเป็นปมในใจจนกระทั่งถึงวัยชรา

ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล เป็นนวนิยายที่คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ชอบมากและนำไปกล่าวถึงในเพจของคุณหญิงด้วย ซึ่งที่จริงคุณหญิงถือเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดนวนิยายเรื่องขึ้นมาเลยทีเดียว ที่มาแรกเริ่มมาจากการที่คุณแม่ของคุณชมัยภรเสีย (คุณยายในเรื่องคุณยายหวานซ่าส์ส์ส์นั่นเอง) เมื่อมีโอกาสพบหน้าคุณหญิงจำนงศรีคุณชมัยภรก็พูดถึงความรู้สึกในใจที่ไม่ได้อยู่กับคุณแม่ในวาระสุดท้ายของชีวิตว่า “รู้สึกผิด” คุณหญิงเอ่ยขึ้นว่า “คนที่สูญเสียมันพูดแบบนี้ทุกคน!” แล้วอีกไม่นานคุณหญิงจึงชวนให้คุณชมัยภรไปฝึกปฏิบัติธรรมเรื่องการเรียนรู้เรื่องความตายของท่านไพศาล วิสาโล ทำให้คุณชมัยภรได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับความตายอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

“มันดีมากเลยค่ะ เราได้ชำระล้าง ถ้าเราสูญเสียจะเป็นอย่างไร ในหนังสือเขียนไว้ละเอียดเลยค่ะตามที่อบรม แต่เราเอามาสวมไว้ในตัวจันทร”

และที่มาของการเขียนเป็นนวินิยายนั้นมาจากจดหมายฉบับหนึ่งฉบับนั้น

“ตอนอบรมพระอาจารย์ให้เขียนจดหมายน้อยถึงพระอาจารย์ ถึงการนำความรู้ที่ได้จากการอบรมนั้นจะนำไปทำอะไร เราก็เขียนว่า จะนำความรู้ที่ได้จากการอบรมนี้ไปเขียนเรื่องเผยแพร่เพื่อให้คนอื่นรู้ แต่ก็ไม่ได้บอกนะว่าจะเขียนนวนิยาย”

กลับจากการอบรมแล้วคุณชมัยภรก็เขียนรายงานพิเศษลงในนิตยสารสกุลไทยเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากนั้น (ราว 6 เดือน) ก็ได้รับจดหมายจากพระอาจารย์

“ในจดหมายคือกระดาษแผ่นนั้นที่เราเขียนใส่พานให้พระอาจารย์ แล้วพระอาจารย์ส่งคืนมาให้เราเป็นคำสัญญาที่เราให้ไว้กับพระ โอย ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนเราจะเปิดจดหมายมาเจอลายมือตัวเอง แล้วก็ทำให้เริ่มเขียน ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล

มาถึงเรื่องที่คนแก่แสนสนุก คือเรื่อง สายาห์สาละวน เป็นคนแก่แสนเจ้าเล่ห์ชื่อคุณยายแกลบ จอมวางแผน จับคู่ให้หลาน ปลอมตัว แสนสนุกจริงๆ เรื่องราวมีฉากที่จังหวัดจันทบุรี บ้านสวน และจะมีฉากเรือนจวนผู้ว่าจันทบุรี ซึ่งคุณชมัยภรบอกว่านี่เป็นซิกเนเจอร์ของจันทบุรี รวมทั้งเรื่องของสินค้าประจำจังหวัดจันทบุรี คือทุเรียนทอด

“ไปดูเขาทำทุเรียนทอดมาด้วย ไปดูเพื่อจะเอามาเขียนเลยนะ”

คุณชมัยภรบอกว่าอยากเขียนเรื่องคนแก่สนุก

“อยากให้คนแก่สนุกบ้าง เพราะรู้สึกว่าเราเขียนถึงความจริงจังมากแล้ว บางเรื่องก็ม้วนเข้าไปข้างในมากแล้ว เลยคิดว่าถ้าเราเขียนเรื่องที่ตัวละครมันเคลื่อนไหว ไปโน่นมานี่สนุกสนาน สอดคล้องกับภาวะทางอารมณ์ของคนอ่านที่อยากอ่านเรื่องสนุก แล้วตัวละครก็มีทั้งรุ่นยาย รุ่นหลาน และรุ่นเด็กๆ อยากให้เรื่องมีทุกรส สลับไปบ้าง”

ที่จริงโดยตัวเรื่อง สายาห์สาละวน นั้น มีความเหมือนกับเรื่อง จับต้นมาชนปลาย ซึ่งเป็นเรื่องของผู้สูงวัยอีกเรื่อง ซึ่งบรรณาธิการบอกว่า คล้ายจนจำตัวละครสลับกัน

“จริงๆ จับต้นมาชนปลายเนี่ยอยากจะเขียนเรื่องของการคลุมถุงชน เหมือนกับเรื่องสายาห์สาละวนที่เป็นเรื่องของการคลุมถุงชนเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าคลุมถุงชนในเรื่องจับต้นมาชนปลายมันกลายตัว มันกลายตัวระหว่างเขียนเลย คือที่จริงวางพล็อตจับต้นมาชนปลายไว้ว่า ตัวละครผู้ที่เป็นพ่อแม่เนี่ยจะจับคู่ให้ลูกรักกัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ แต่ลูกมารักกันเอง เหมือนพล็อตในเรื่องเก่าๆ เช่น ศัตรูของเจ้าหล่อน ที่นี้ด้วยความที่เป็นพล็อตแบบเก่า แล้วมันง่าย คนเขียนกลับเขียนไม่ได้ คือตอนที่ไปคลี่ปมของตัวละครปมที่อยู่ข้างใน คลี่ไปเรื่อยๆ ตัวละครค่อยๆ มีปมเรื่อยๆ ที่นี้ตัวละครที่เป็นพื้นๆ อย่างตัวละครที่เป็นมิตรเพชราในมหาวิทยาลัย ปรากฏว่ามันไม่สามารถทำให้ตรงไปตรงมาได้ แต่มันกลายเป็นความซับซ้อน เราสงสารตัวละครก็เลยสร้างภูมิหลังของมันขึ้นมาอีก กลายเป็นความซับซ้อนมาก คือเขียนไปคนเขียนก็ตกใจเหมือนกัน”

จับต้นมาชนปลาย ได้รับรางวัลถึง 2 รางวัล คือ รางวัลหนังสือดีเด่น ของสพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ และรางวัลเซเว่นบุ๊กอวอร์ด

“ตอนได้รางวัลก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะนึกว่าที่ตัวเองสร้างปมไว้เนี่ย มันเหมือนสร้างปมแบบไม่ตั้งใจแล้วมันเกิดขึ้นมาๆ เรื่อยๆ พอได้รางวัลก็เลยมาอ่านใหม่อีกทีว่าปมเหล่านั้นเราสร้างด้วยอะไร”

เทียบจับต้นมาชนปลาย กับสายาห์สาละวน คุณชมัยภร บอกว่า

เรื่องสายาห์สาละวน จะไม่มีประเด็นการเมืองอยู่เลย แต่ในจับต้นมาชนปลาย มันจะมีอยู่ เพราะชมัยภรจะมักใส่เรื่องสังคม การเมือง ไว้ในตัวละครที่สามารถใส่ได้เสมอๆ เลยเอามาแปะไว้ในจับต้นมาชนปลาย แต่ในสายาห์สาละวนนั้น ไม่ได้มี”

คุณชมัยภรบอกว่า ชื่อเรื่องจับต้นมาชนปลาย ชื่อเรื่องมัน “คุม” เนื้อเรื่องอยู่ด้วย จะเขียนไปทางไหนก็ได้ บางทีบางเรื่องก็ได้ข้อมูลมาจากคนขับแท็กซี่ด้วย จนมาเป็นตัวละครพ่อใน จับต้นมาชนปลาย

ย้อนกลับมาถึงนวนิยายเรื่องแรกของคุณชมัยภรที่เขียนให้ตัวละครผู้สูงวัยเป็นตัวหลักของเรื่อง คือ บานไม่รู้โรย คุณชมัยภรบอกว่า ที่มาจากช่วงนั้นเขียนเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเยอะ เรื่องเด่นคือเรื่อง ฤดูร้อนมีดอกไม้บาน ที่เป็นเรื่องของโรคลมชัก เพราะพี่สาวของคุณชมัยภร ก็เป็นโรคลมชัก จึงอยากจะเขียนถึงเรื่องของโรคที่ตนรู้จักที่สุด หลังจากฤดูร้อนมีดอกไม้บาน เผยแพร่ ได้รับความชื่นชมจากนักอ่านมากมายที่ติดตามในนิตยสารสกุลไทย และมีน้องคนหนึ่งโทรศัพท์มาที่บ้านแล้วบอกว่า

“ถ้าอาจารย์เขียนนวนิยายให้คนเข้าใจเรื่องโรคลมชักได้ ก็อยากขอร้องให้เขียนเรื่องโรคอัลไซเมอร์บ้าง แล้วก็เล่าว่าเขากำลังดูแลพ่อที่เป็นอัลไซเมอร์ เขาเล่าว่ารู้สึกซาบซึ้งใจที่ได้ดูแลพ่อที่ป่วย ได้เห็นชีวิตหลายอย่าง เล่าไปก็ร้องไห้ไป แล้วเขาก็ส่งข้อมูลเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์มาให้ เป็นเอกสารต่างๆ ที่เขาไปอบรมมา จากนั้นก็มีพี่อีกคนที่สามีเป็นโรคอัลไซเมอร์ 8 ปี และเมื่อสามีเสียชีวิต เขาได้ส่งหนังสืองานศพของสามีมาให้ ซึ่งข้อมูลจากทั้งสองคนนี้มากมายมหาศาล สามารถอธิบายรายละเอียดได้”

ฉากเปิดเรื่องนั้นน่าสนใจมาก เพราะคุณชมัยภรได้แรงบันดาลใจจากการดูโทรทัศน์
“ฉากเปิดที่เป็นคุณปู่อาบน้ำแล้วไม่ใส่เสื้อผ้าออกมาที่ห้องรับแขกนั้นคือเรื่องจริงๆ ที่คุณจรัญ ภักดีธนากุล เล่าถึงพ่อของตนเองในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เขาเล่าด้วยความอ่อนโยนและเข้าใจ ทำให้รู้สึกว่า โอ ฉากนี้มันใช่ ขอเป็นฉากเปิดด้วย เราเลยเปิดด้วยฉากนั้น”

บานไม่รู้โรย จึงสร้างจากการต้องการนำเสนอเรื่องของโรคอัลไซเมอร์ แต่ก็มีตัวละครหลากหลาย ทั้งรุ่นผู้สูงวัย ทั้งคุณยายบานเช้า คุณย่า และยังมีตัวละครรุ่นลูกเป็นตัวเชื่อมประเด็นของเรื่อง คุณชมัยภรบอกว่า ที่ยากหน่อยคือการแปะภูมิหลังของตัวละคร ซึ่งก็อาศัยคนใกล้ๆ มาเป็นภูมิหลัง เป็นช่วงที่ทำงานวิจับกับอ.เจตนา นาควัชระ จึงยืมอาจารย์มาเป็นภูมิหลังของตัวละคร (อ.เจตนานั้นเป็นที่มาของตัวละคร คุณปู่ ในคุณปู่แว่นตาโต และคุณปู่แว่นตาแตก ด้วย)

“ชื่อบานไม่รู้โรย เป็นชื่อดอกไม้ที่เป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของคนชรานั่นล่ะ”

ตัวละครที่น่าสนใจคือ คุณย่าที่ตรงข้ามกับคุณปู่ ในขณะที่คุณปู่ลืมไปหมดทุกเรื่อง แต่คุณย่าจำได้หมดทุกเรื่อง ซึ่งเป็นความตรงข้ามกันของคน

สำหรับ บานไม่รู้โรย นั้น บรรณาธิการให้ความเห็นว่า เป็นอีกเรื่องที่น่าจะเป็นละครได้ เพราะมีตัวละครที่ตรงข้ามกันมากๆ แต่คงต้องเขียนบทใหม่ให้จับประเด็นที่สนุกสนานมากกว่า บรรณาธิการแนะนำด้วยว่า เซ็ตนวนิยายผู้สูงวัยทุกเรื่องนี้น่าทำละครทุกเรื่อง รับรองสนุกมากๆ ตัวละครผู้สูงวัยทั้งสีสันสนุกสนาน และมีความซับซ้อนให้นำมาเล่นได้มากมาย

สำหรับนักอ่านที่ชอบเรื่องสนุกๆ สะท้อนมุมผู้สูงวัยในหลากหลายแบบ เลือกอ่านได้ รับรองว่าสนุกทุกเรื่องจริงๆ

หมายเหตุ คลิกไปดูรายละเอียดแต่ละเล่มได้

190516

ย้อนบันทึก การแปล คุณนายดัลโลเวย์ จากดลสิทธิ์ บางคมบาง ถึง เวอร์จิเนีย วูล์ฟ

เมื่อปี 2550 ในช่วงที่วงการวรรณกรรมแปลค่อนข้างเงียบเหงา สำนักพิมพ์คมบาง ใช้ชื่อ สำนักพิมพ์ชมนาด พิมพ์งานแปลวรรณกรรมระดับโลกเล่มหนึ่งขึ้น เป็นวรรณกรรมแนวกระแสสำนึก ของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ทั้งเทคนิคการเขียน, แนวคิดเชิงสตรีนิยม และในเรื่องการทำอัตวินิบาตกรรม นักเขียนหญิงคนนั้นคือ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ด้วยการแปลของ ดลสิทธิ์ บางคมบาง ซึ่งก็คือนามใหม่ของนักแปลคนเก่า ที่ชื่อ สิทธิชัย แสงกระจ่าง ผลงานเรื่องนั้นคือ Mrs Dalloway ในชื่อไทยคือ คุณนายดัลโลเวย์

ผ่านไปจนถึงปีที่ 13 ในปี 2563 นี้สำนักพิมพ์คมบางได้พิมพ์ คุณนายดัลโลเวย์ เป็นครั้งที่ 2

ในบทความนี้จึงขอย้อนไปถึงความคิดของนักแปล ดลสิทธิ์ บางคมบาง ในการแปลคุณนายดัลโลเวย์ออกมาสู่วงการการอ่านในประเทศไทย

จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน จากดลสิทธิ์ บางคมบาง ในการแปล คุณนายดัลโลเวย์

Mrs Dalloway เคยเป็นภาพยนตร์มาเมื่อหลายปีก่อน นำแสดงเป็น Mrs Dalloway โดยดารารุ่นใหญ่ Vanessa Redgrave และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีภาพยนตร์ดัดแปลงและเสริมต่อเรื่องราวจากวรรณกรรมเรื่องเดียวกันนี้ ในชื่อ The Hours นำแสดงเป็น Virginia Woolf ผู้เขียน โดยดาราดัง Nicole Kidman ซึ่งเป็นที่ต้อนรับไม่น้อย และนักอ่านคอวรรณกรรมคงได้ผ่านตากันมาแล้ว

ว่าไปแล้วชื่อของ Virginia Woolf เป็นที่กล่าวขวัญและรู้จักกันดีในแวดวงวรรณกรรมไทยมาเนิ่นนาน ในฐานะนักเขียนแนวกระแสสำนึก (Stream of Consciousness) ผู้มีผลงานอันน่าทึ่ง เป็นที่กล่าวขวัญและอยู่ในความนิยมของนักอ่านทั่วโลกมานานยาว เพียงแต่ผลงานของเธอไม่มีผู้ใดแปลออกมาเป็นภาษาไทยเท่านั้น

ในการแปลครั้งนี้จึงเป็นความพยายามของผู้แปลในอันจะให้นักอ่านชาวไทยได้รู้จักตัวเนื้องานของนักเขียนคนสำคัญคนหนึ่งของศตวรรษที่ยี่สิบผู้นี้ และ คุณนายดัลโลเวย์ เล่มที่ท่านถืออยู่นี้จึงเป็นผลงานเล่มแรกของเธอที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย

เวอร์จิเนีย วูล์ฟ กับนักเขียนร่วมสมัย

Virginia Woolf เป็นนักเขียนชาวอังกฤษ ร่วมสมัยเดียวกันพอดีกับ James Joyce นักเขียนชาวไอริช ซึ่งมีผลงาน A portrait of an Artist as a Young Man และ The Dubliners แปลเป็นภาษาไทยมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยทั้งคู่นี้ต่างเกิดในปี 1882 และเสียชีวิตในปี 1941 ด้วยกัน

นักเขียนแนวกระแสสำนึกอีกคนในฟากยุโรปตะวันออก ที่ร่วมสมัยเดียวกันกับ Virginia Woolf และมีผลงานแปลเป็นภาษาไทยหลายเล่มหลายสำนวนด้วยกัน เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักอ่านคอวรรณกรรม ได้แก่ Franz Kafka (1883 – 1924)

นักอ่านที่ผ่านการอ่านงานเขียนของ Kafka มาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในสำนวนแปลของผู้แปลในชื่อเล่ม ในความนิ่งนึก คงจะพอคุ้นเคยกับการอ่านงานเขียนในแนวกระแสสำนึก (Stream of Consciousness) มาบ้าง และคงพบมาแล้วถึงความแตกต่างจากงานเขียนของนักเขียนอื่นโดยทั่วไป

คุณนายดัลโลเวย์ เล่มนี้ก็เช่นนั้น และอาจเป็นปัญหาอยู่บ้างสำหรับนักอ่านที่ยังไม่คุ้น แต่ผู้แปลเชื่อว่า เมื่อได้อ่านลึกเข้าไปในตัวเรื่องแล้ว เขาจะพบว่านี่เป็นประสบการณ์ในการอ่านที่แตกต่างอย่างยิ่ง โดยผู้อ่านจะสัมผัสได้ถึงชีวิตภายในของตัวละคอนได้ลึกกว่างานประเภทอื่นๆที่เขาได้เคยอ่านมา ทั้งเหมือนจะเสริมให้เขาต้องใช้จิตนาการที่ลึกมากขึ้นในการจะรับรสวรรณกรรมให้เป็นไปโดยเต็ม

เกี่ยวกับการแปลของดลสิทธิ์ บางคมบาง

และก่อนเข้าสู่การอ่าน ผู้แปลขอชี้แจงเกี่ยวกับการใช้วรรค -ซึ่งนักอ่านบางคนอาจเห็นว่ามีมากเกินไป น่าจะรวบเข้าด้วยกันได้โดยไม่เสียความ- ว่า ผู้แปลใช้วรรคด้วยความมุ่งหมาย 1) แยกคำไม่ให้สับสน 2) คั่นความที่แทรกเข้ามา 3) ทอดเสียงท้ายคำที่ทิ้งวรรคให้ไปรับกับคำที่ตามมา 4) เป็นจังหวะให้กับเสียงของความคิด เช่นจังหวะของคลื่นทะเล ตามจังหวะของกระแสสำนึก ดังนั้นในการอ่านจึงอาจต้องทอดสายตาไปหาคำที่รับความกันกับคำในท้ายวรรคอยู่บ้าง ซึ่งจากการอ่านไปได้สักระยะก็จะจับกฎเกณฑ์ได้โดยง่าย

ผู้แปลหวังไว้กับตัวเองว่าจะมีโอกาสนำผลงานของ Virginia Woolf เรื่องอื่นๆ มาเสนออีกได้ในโอกาสข้างหน้า

ผู้แปลได้กล่าวถึงที่มาที่ไปไว้เมื่อ สิงหาคม 2550 จากซับตาเมา โป่งน้ำร้อน จันทบุรี อันเป็นบ้านที่ใช้ทำงานแปลในระยะหลัง ซึ่งได้ปลูกต้นไม้ป่าไว้มากมาย และต่อมาได้ใช้ชื่อว่า เมืองต้นไม้ โดยมีเพจที่ลงเรื่องราวและรายละเอียดเกี่ยวกับบรรยากาศต่างๆ ในชื่อเฟซบุ๊กเพจ เมืองต้นไม้

ปัจจุบันดลสิทธิ์ บางคมบาง ยังคงทำงานแปลอย่างต่อเนื่อง หลังจากแปลคุณนายดัลโลเวย์ ออกมา ก็มีงานแปลที่ตามมาเช่น เมื่อฉันนอนกำลังตาย ของวิลเลียม โฟล์คเนอร์ / การสอบความของสุนัขตนหนึ่ง ของ ฟรันซ์ คาฟคา และกำลังมีเรื่องสั้นที่จะออกใหม่คือ ถนนจระเข้ ของ บรูโน ชูลซ์ นักเขียนโปแลนด์ ที่แม้ว่าจะเคยแปลมาแล้ว แต่ครั้งนี้มีเรื่องสั้นใหม่เพิ่มเติมอีก 3 เรื่อง ทั้งยังแปลใหม่ทั้งเล่มดัวย

1

“ก้อนกรวดสะกิดใจ” งานเปิดตัวหลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง

อุปสรรคไม่ใช่ก้อนกรวด
หากอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต คือ กรวดเล็ก ๆ หนึ่ง

วันที่เรายังเยาว์วัย กรวดก้อนนั้นยังเล็ก และไม่สร้างความเจ็บปวดให้มากมายนัก กระนั้น ใช่ว่ากรวดเล็ก ๆ นั้นจะไม่เป็นอุปสรรคในแต่ละย่างก้าวของชีวิต ในแต่ละย่างก้าวของการเติบโต

เช่นเดียวกับ “เจ้าป๋อง” ตัวละครที่เป็นดั่งตัวแทนวัยเยาว์ที่ให้ภาพสะท้อนต่อวัยผู้ใหญ่จากบทบาทภายใต้คำสอนของ “หลวงตาจิ๋ว” ในผลงานนวนิยายเล่มล่าสุดของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ คุณ ชมัยภร แสงกระจ่าง ซึ่งเริ่มต้นนิยายเล่มบางเล่มนี้จากคอลัมน์ในนิตยสาร The Secret ในวันที่ต้องมารู้ว่าพื้นที่การเขียนกำลังจะหายไป

ขณะที่เรื่องราวของเจ้าป๋องเพิ่งจะเริ่มย่างก้าวก็กลับต้องสะดุดต่อกรวดก้อนแรกเสียแล้ว

“…เราต้องโยงกับไปที่สถานการณ์ของสื่อสิ่งพิมพ์…” คุณชมัยภรบอกเกริ่นถึงกรวดก้อนแรกที่ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวของ “หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง” จากสถานการณ์ของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องทยอยปิดกิจการไปหลายราย ไล่เรียงมาตั้งแต่ นิตยสารสกุลไทย ขวัญเรือน และ The Secret ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่ชมัยภรได้รับโอกาสไม่อย่างคาดฝัน จากเมื่อแรก นิตยสารต้องการให้คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน ที่มีความรู้ทางธรรมมาเขียน ทว่าด้วยข้อจำกัดต้องเขียนทุก ๆ 15 วัน ทำให้คุณหญิงเสนอชื่อของชมัยภรในฐานะผู้เขียนร่วม กระทั่งมอบหมายให้เป็นผู้เขียนหลักแต่เพียงผู้เดียวในที่สุด

“…ด้วยความที่ The Secret นั้นเป็นคอลัมน์สั้น ๆ และสังคมก็คงต้องการการเยียวยาทางใจ หนังสือก็เลยอยู่นาน ดิฉันสามารถเขียนคอลัมน์ติด ๆ กันไปสองสามปี มีเรื่องเป็นร้อยเรื่องเลย ก็อยากจะรวมเล่มทีเดียว แต่ทางสำนักพิมพ์เขารวมทีละครึ่ง ก็เลยออกมาเป็นชีวิตที่มีเรา กับ ทั้งชีวิตช่างเปราะบาง…”

จุดเริ่มต้นของหลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง

ด้วยพื้นเพของความเป็นผู้สนใจปฏิบัติธรรม ซึ่งหนึ่งในหลักคำสอนก็คือว่า การจะเขียนสอนคนอื่น หากสอนผิด เป็นบาปมากกว่าไม่ได้สอนเสียอีก

จึงเป็นความตั้งใจที่จะไม่เขียนงานในเชิงสอนสั่งใด ๆ ให้แก่ผู้อ่าน แต่ด้วยนิสัยของ “นักเขียน” เมื่อได้รับโอกาสให้เขียนคอลัมน์ คุณชมัยภรจึงปรับเปลี่ยนเรื่องราวในคอลัมน์ให้กลายมาเป็นนวนิยาย โดยอิงจากบุคคลจริงที่มีโอกาสได้พบตอนปฏิบัติธรรมนั่นเอง

“…ถ้าใครให้เราเขียนคอลัมน์ เราจะขโมยคอลัมน์เขามาทำเป็นนวนิยาย ทีนี้เราก็ทำเหมือนกัน ตั้งชื่อหลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง หลวงตาจิ๋วเนี่ย เป็นตัวละครที่มีอยู่จริง แล้วชื่อเจ้าป๋อง เรารู้สึกว่าชื่อนี้มันมีความน่ารัก เจ้าป๋องเขาเป็นเพื่อนกับหลาน ทั้งที่เขาอายุสักสามสิบกว่า แต่หน้าตามันประมาณสิบห้า แล้วเขาเป็นเพื่อนกับหลานเรา ป๋องมันมีวิญญาณความเป็นเด็กในตัวสูงมาก เราก็เลยตัดสินใจเอาชื่อเขามา ส่วนหลวงตาจิ๋วก็คือพระอาจารย์ที่เคยสอน ท่านก็จะสอนง่าย ๆ เราก็รู้สึกว่าอยากเอาพระอาจารย์จิ๋วซึ่งดุเราในการปฏิบัติธรรมมาใช้ ท่านยังไม่ได้เป็นหลวงตา แต่เรามาคิดแทนป๋อง ถ้าเป็นเด็กก็ต้องเรียกหลวงตา พฤติกรรมทั้งปวงที่ปรากฏในเรื่อง ก็จะเอาตัวเองนะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อป๋องเหยียบกรวด ก็คือเราเหยียบ ทุกอันที่เขียน ต้องคิดแล้วว่า มันสามารถจบได้ในหนึ่งตอน แล้วมันก็สามารถปลอมตัวว่าเราไม่ได้เขียนเรื่องยาว เพื่อให้ บก. เขาไม่โวย เรามีความรู้สึกว่าถ้าเราทำแบบนี้ ผลพลอยได้ก็คือเมื่อเราเขียนจบแล้วเนี่ย เราจะได้รวมเล่ม ปัญหาก็คือ ยังไม่ทันจบเลย เขาปิดนิตยสารไปเสียก่อน…”

ธรรมะที่เข้าถึงง่าย

เมื่อนิตยสารปิดตัวไปแล้ว หากแต่ในฐานะนักเขียน คุณชมัยภรได้อ่านทบทวนเรื่องราวของหลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋องแล้วเห็นว่าเรื่องราวของทั้งสองยังสามารถไปต่อได้ เรื่องราวที่ถูกม้วนอย่างพยายามให้จบลงในตอนอย่างรวบรัด จึงถูกคลี่ขยายกระทั่งออกมาเป็นหนังสือที่เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด

ด้วยความที่ไม่ได้เป็นนักอ่านมาก่อนตั้งแต่เยาว์วัย กระทั่งเมื่อก้าวมาเป็นอาจารย์จึงมีโอกาสได้อ่านมากขึ้น ผศ.กิตติชัย พินโน หรือ อาจารย์โจ๊ก ของนิสิตหลาย ๆ คน ขอออกตัวให้ความเห็นในฐานะ “นักอ่าน” คนหนึ่ง ที่เอา “ตำแหน่ง” ไปแขวนเอาไว้ก่อนว่า

“…จุดที่น่าสนใจคือ ไหน ๆ เป็นธรรมะมาแล้ว เราชอบตอนที่เดินไปตามถนนลาดยางมะตอย แล้วหินมันโผล่ออกมาเพราะว่ามีการเบียดบังงบประมาณทำถนน ทำให้มองเห็นว่า ความที่เราอยากได้ความเจริญ แล้วความเจริญนั้นมันมาถึง มันมาเต็มที่หรือเปล่า หรือว่ามาถึงครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างเวลาเราเห็นพระเณรที่เดินไปสะดุ้งไป จริง ๆ เป็นข้อดี ให้มีสติในทุกย่างก้าวที่เดิน อยู่กับสิ่งที่เห็น นี่คือสิ่งสำคัญที่บางทีไม่ต้องมาสอนบอกกันด้วยคำพูด แต่ให้เหตุการณ์มันเล่าเรื่อง ให้เราคิดต่อได้…”

ขณะที่คุณแนน หรือ ร.ท.หญิง สุนิสา ปัญจมะวัต มองเรื่องราวใน “หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง” ว่าเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ น่าจะเข้าถึงได้ง่าย “…เพราะมันมีคำว่า “พิจารณา” อยู่ตรงไหนของเล่ม แล้วมันก็เป็นการสอนธรรมจริง ๆ…”

สอดรับกับอาจารย์โจ๊กที่มองว่าจุดเด่นอีกแง่ของนวนิยายเล่มนี้ คือ นักเขียนมีความคำนึงถึงคนอ่านที่เป็นเด็กและเยาวชนเสมอ เช่น ในส่วนของคำสวด หรือศีลห้าต่าง ๆ ก็จะมีคำอธิบาย และคำแปลให้

ทราบผ่านบทบาทของตัวหลวงตาจิ๋วควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถ “เข้าถึง” ธรรมะได้โดยง่าย

ตุ๊กแกและประสบการณ์สอนใจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่างานเขียนกับผู้เขียนแทบเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หลากเรื่องราวในงานเขียนล้วนอิง หรือมาจากประสบการณ์ของนักเขียนแทบทั้งสิ้น ไม่เว้นเช่นเดียวกันในงานชิ้นล่าสุดนี้ของคุณชมัยภร ซึ่งหยิบเอาเรื่องราวจากความทรงจำในวัยเยาว์มาเขียน ทั้งปมปัญหากับมารดา การเติบโตมาในบ้านสวนที่จังหวัดจันทบุรี พบเจอประสบการณ์ทั้งการถูกสุนัขกัดและการเผชิญกับตุ๊กแก สัตว์เลื้อยคลานที่ใครหลายคนเป็นต้องร้องกรี๊ดเมื่อพบเจอ แม้เพียงแค่ได้ยินเสียง “อั๊บแอ่ ๆๆ”

ในส่วนนี้ อาจารย์โจ๊กได้บอกเล่าในฐานะผู้อ่านอีกเช่นเดิมว่า จังหวะที่ผู้เขียนทำให้ผู้อ่านรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคนอ่านเหมือนกัน

“…ถ้ามีประสบการณ์หรือภูมิหลัง มันก็ยิ่งสะกิดให้เรารู้สึก อย่างตอนที่เจ้าป๋องไปอยู่วัดคืนแรก ป้าแม่ครัวก็เอามุ้งเอาอะไรมาให้ เจ้าป๋องไม่รู้จักมุ้งเพราะเป็นเด็กในเมืองก็เลยเอามาห่ม หลวงตามาเห็นเข้าก็มากางมุ้งให้ เราเองมีประสบการณ์ส่วนตัวเพราะเป็นคนต่างจังหวัด มีจังหวะคล้าย ๆ กันที่นอนโดยไม่กางมุ้ง แม่ก็มากางให้ มันมีความผูกพัน ความรัก หลวงตาที่เจอกับป๋องครั้งแรก ก็มีความเอ็นดู ความรักเหมือนกัน นั่นคือตอนที่หนึ่ง หรือตอนที่เจอตุ๊กแก…”

ขณะที่คุณแนนมองว่า “เสน่ห์” ของนวนิยายเล่มนี้ มีแทบจะทุกหน้า ทุกตอน เป็นเสน่ห์ที่ไปสะกิดทุกความทรงจำให้หวนกลับมาขณะที่เปิดผ่านไปแต่ละหน้า

“…คือมันเป็นเรื่องที่ทุกคนเคยเจอ เช่นการโดนหมากัด โดยการเปิดแผล ไม่งั้นเราจะจุกแผล เอารองเท้าตบแผล ตบให้เลือดออก เลือดมันจะได้ไม่คั่ง หรืออย่างเรื่องตุ๊กแก เด็กทุกคนจะกลัว บ้านนอกตุ๊กแกมันมีเป็นสิบ แม่เห็นว่าลูก ๆ กลัว เช้าวันต่อมาเราก็เห็นตุ๊กแกผูกคอตายใต้ต้นมะยม แม่บอกว่าไม่ต้องไปกลัวแล้ว เห็นไหมมันผูกคอตาย…”

นอกเหนือจากบรรยากาศของเรื่องที่ชวนให้หวนคืนสู่ความทรงจำในวัยเยาว์แล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจในนวนิยายเล่มนี้ คือ เรื่องของปัญหาของผู้ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก เช่น ในตอนที่ป๋องบอกว่า “แม่ก็ไม่รัก” ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คุณแนบเคยประสบมาโดยตรงจากการได้รับรู้ว่ามีเด็กที่ถูกพ่อแม่พูดใส่ว่าไม่ได้รัก ในส่วนนี้ คุณชมัยภรก็ยอมรับว่าเป็นความตั้งใจที่จะสอดแทรกความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ที่ในที่สุดแล้วย่อมไปกระทบกับโลกของเด็ก

“…คือจริง ๆ แล้วทุกครอบครัวมีปัญหาหมด เราต้องโยงกลับไปที่ สุภาพบุรุษสุดลำบากที่มีปัญหาอยู่หลังบ้าน ซึ่งเขาตีลูกเขาทุกวันจนเราเขียนได้เล่มหนึ่ง ปัญหาของเขาก็คือว่า เด็กไม่ใช่ลูกจริง เป็นลูกเลี้ยง ก็ฝังใจเรา ตอนเด็ก ๆ เวลาโกรธพ่อแม่ก็จะไปเขียนว่าเขาเก็บเรามาจากข้างถนน มันฝังใจมาแต่เล็ก เวลาเขียนเรื่องสายสัมพันธ์ในครอบครัวอะไรต่าง ๆ มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง ในเรื่องนี้ แม่ป่วย ซึ่งสามารถทำโรคนั้นไปติดลูกได้ เลยต้องให้ลูกห่างที่สุด ซึ่งปัญหามันมีหลายชั้น แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียด แต่เนื่องจากเราเขียนเรื่องเด็ก ระหว่างเด็กกับพระ เราคงไม่สามารถไปเล่าเรื่องผู้หญิงคนนั้นอย่างละเอียดได้…”

โลกยังมีหวัง หากเรามีธรรม

ทั้งที่มาที่ไปของนิยาย ทั้งที่มาที่ไปของตัวละครเด่น ทั้งเนื้อหาในภาพรวมที่อยากให้คนอ่านเป็นผู้สัมผัสเองผ่านการอ่านที่เรียกได้ว่า เป็นธรรมะที่ย่อยง่าย และเข้าถึงทุกคน ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่แล้ว คุณชมัยภรยังให้แง่คิดถึงความหวังท่ามกลางโลกปัจจุบันที่โหดร้าย ด้วยหัวใจที่มีธรรมเอาไว้ในแง่ที่ว่า เราทุกคนควรมี “สติ” ในทุก ๆ ย่างก้าวของชีวิต

“…ทำให้คำว่าสติมันติดมาอยู่กับเรา สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือเรื่องความกลัว ไม่มีตัวไหนรุนแรงเท่าความกลัว มันเขย่าหัวใจจริง ๆ เวลาเรากลัว ครั้งหนึ่งดิฉันไปเดินจงกลมอยู่ที่วัดทางสระบุรี ไปกับคุณหมออมรา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความกลัวมันจับที่หัวใจแล้วเราเดินไม่ได้ เรามาบอกคุณหมอที่หลังว่าความกลัวนี่มันน่ากลัวจริง ๆ เรามาบอกคุณหมอทีหลัง คุณหมอก็บอกว่าทำไมไม่บอก เวลามันกลัว มันมองไปทางไหนมันกลัวหมดเลยนะ เพราะว่าวันนั้นเราไม่ได้ดูสถานที่ก่อน เราไม่รู้จักดีเราเลยไม่มีสติ ไอ้ความกลัวก็เลยเป็นประเด็นมาเขียนให้ป๋อง เพื่อสอนตัวเอง จริง ๆ แล้วก็ไม่เคยไปเที่ยวสอนใครเลยนะ ก็เขียนสอนตัวเอง เขียนเกี่ยวกับความกลัวเพื่อพาป๋องออกจากความกลัว ก็คือพาป๋องออกจากความกลัวนั่นแหละ แล้วเรื่องตุ๊กแกมีจริง เรามีประสบการณ์มาตลอด พระอาจารย์จิ๋วเล่าให้ฟังว่า เด็กมาอยู่กับพระอาจารย์ที่วัดแล้วกลัวตุ๊กแกมาก พระอาจารย์ก็เลยให้เลี้ยงตุ๊กแก เราก็เลยเอามาเขียน โดยจินตนาการวิธีการเลี้ยงเอาเอง พระอาจารย์ก็บอกว่า หลังจากที่เด็กเริ่มไม่กลัวตุ๊กแก พ่อก็มารับกลับบ้าน พ่อเห็นตุ๊กแก พ่อก็กลัวมาก เราก็รู้ทันทีเลยว่าทำไมเด็กมันกลัวตุ๊กแก เพราะมันกลัวตามพ่อ เราก็เลยเอาเรื่องนี้มาใส่ให้เจ้าป๋อง แล้วอีกคนที่ป๋องกลัว คือ พ่อเลี้ยง ซึ่งเขาไม่ได้ร้ายนะแต่มีความบกพร่องบางอย่างอยู่ข้างใน มาปฏิบัติธรรมให้ตัวเองดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ใครปฏิบัติแล้วจะกลายเป็นคนดีในฉับพลัน…”

ขณะที่อาจารย์โจ๊กกล่าวโดยยกฉากเจ้าป๋องเดินตามพระไว้ว่า “…เรื่องเดินตามพระมันก็ทำให้เรามีสติ เรื่องสตินี่ก็สอนหลายครั้งมาก การกวาดลานวัดเหมือนกัน กวาดให้รู้ว่ากวาด ไม่ได้กวาดให้มันเสร็จ ก็เป็นคำพูดที่โดนใจ หรือตอนโดนหมากัด มันก็เป็นเรื่องของกรรม หรือการกระทำ เพราะเจ้าป๋องทำไม้ไป

โดนหัวหมา หมาเลยมองว่าเป็นอริ เพราะเราไปทำมันก่อน การโดนมันกัดก็เป็นกรรมแบบหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกว่า เรื่องนี้ทำให้เรากล้าเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเราเอง ถ้าเราเอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน อาจจะมีคนที่เราไม่ชอบขี้หน้า ชิงชัง แต่เราต้องอยู่กับเขา เพราะฉะนั้นเราต้องเผชิญหน้า…”

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผู้อ่านอาจรู้สึกว่าเรื่องราวที่ถูกนำมาเรียบเรียงจากบรรยากาศงานเปิดตัวหนังสือ “หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง” ซึ่งจัดขึ้น ณ ร้านหนังสือบุ๊คโมบี้ ชั้น 4 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อเย็นย่ำวันเสาร์ที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ยังไม่อิ่มเอมเทียมเท่าการได้อ่านจากนวนิยายทั้งเล่ม เปรียบไปแล้วก็เหมือนคำกล่าวที่คุณชมัยภรได้พูดไว้ว่า “…ใครปฏิบัติแล้วจะกลายเป็นคนดีในฉับพลัน…”

การได้อ่านเรื่องราวอันสนุกสนานแฝงคติธรรมในนวนิยายเล่มนี้ จึงไม่ใช่หลักปฏิบัติธรรมที่เมื่อปิดหนังสือลงแล้วทุกปัญหาจะคลี่คลายลงในทันที ความทุกข์จะปลาสนาการไปโดยฉับพลัน แต่หากคุณค่าของหนังสือเล่มหนึ่งที่ควรมีและควรเป็น คือ การชี้ให้เห็นว่าทุก ๆ รอยทางของชีวิตล้วนต้องเหยียบก้อนกรวดกันคนละไม่มากก็น้อย ผ่านความเจ็บช้ำ เจ็บปวดในทุก ๆ ก้าวไม่มากก็น้อย เพื่อจะเข้าใจซึ่งสัจธรรม

“หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง” ก็เป็นหนังสือเล่มนั้น หนังสือที่ถูกเขียนขึ้นไม่ใช่เพื่อสอน “ใคร” แต่เพื่อสอน “ใจ” เราเอง

“สร้างธรรมในใจด้วยการอ่าน”

ติดตามไลฟ์ได้ที่เฟซบุ๊กเพจคมบาง

As I lay dying

As I Lay Dying เมื่อฉันนอนกำลังตาย พิมพ์ครั้งที่ 2

วิลเลียม โฟล์คเนอร์ เขียน
ดลสิทธิ์ บางคมบาง แปล

เขามีถ้อยคำอยู่คำหนึ่ง ด้วยความรัก เขาเรียกมัน แต่ฉันเคยชินกับถ้อยคำทั้งหลายมานานแล้ว ฉันรู้ว่าถ้อยคำอันนั้นก็เหมือนกันนั่นเองกับเหล่าอื่นๆ : แค่รูปทรงที่จะเติมใส่ลงไปในส่วนพวกที่ขาดหายไปอันหนึ่ง

วิลเลียม โฟล์คเนอร์ นักเขียนผู้ตรึงคนอ่านให้ตามไปกับกระแสสำนึกของเรื่องราวชวนอึดอัด ความตาย ความรัก ความเศร้า ความประดักประเดิด ทั้งหลายมารวมกันในสถานการณ์เมื่อฉันนอนกำลังตาย

สำนวนแปลของดลสิทธิ์ บางคมบาง
จัดพิมพ์ครั้งที่ 2
ราคา 300 บาท (พิมพ์จำกัด 200 เล่ม)
ค่าจัดส่ง 40 บาท

คุณปู่แว่นตาโต

คุณปู่แว่นตาโตพิมพ์ครั้งใหม่ ปกใหม่ไฉไล

หลังจากหนังสือขาดไปนาน ในที่สุดก็ถึงคิว คุณปู่แว่นตาโต พิมพ์ครั้งที่ 4 ปกใหม่สดใสน่ารัก ฝีมือน้องอร อรอนงค์ ทัศนาพิทักษ์ ออกรับปีใหม่ เตรียมตัวสั่งจองไปเป็นของขวัญปีใหม่ ให้ตัวเองและให้คนที่รัก หรือจะให้โรงเรียนก็ได้

เรื่องน่าอ่านอีกเล่มที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสือยอดเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ 9 (รางวัลดีเด่น วรรณกรรมเยาวชน)

65960378_2335144246723548_2560272065760329728_o-750x450-1

กิจกรรมบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ ปี 2562 ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดจันทบุรี

วันที่ 29-30 มิถุนายน 2562 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ ปี2562 ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยมี วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านวรรณศิลป์แต่ละสาขางานเขียน ได้แก่ ชมัยภร บางคมบาง / อนุสรณ์ ติปยานนท์ / ประชาคม ลุนาชัย /เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ / ปองวุฒิ รุจิระชาคร / วีรพร นิติประภา /วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง และโตมร ศุขปรีชา

โดยคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้อบรมปฎิบัติการให้ความรู้ แก่นักเขียนหน้าใหม่ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในงานเขียน ประกอบด้วย กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักแปล บรรณาธิการ โดย ดลสิทธิ์ บางคมบาง และกิจกรรมเสวนา งานวิจารณ์วรรณกรรม “โลกนักอ่าน-บ้านบัวขาว ของ ไพลิน รุ้งรัตน์” โดย ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์

pam_170319_171908

ไปงานหนังสือไทเป กับคุณแม่ชมัยภร แสงกระจ่าง และขุ่นแม่วีรพร นิติประภา

นิทรรศการหนังสือนานาชาติไทเป 2019 (Taipei International Book Exhibition – TiBE 2019) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ – 17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาของวันแห่งความรักพอดี ด้วยความรักดูแห้งเหือดเหลือหลาย จึงเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ไปงานหนังสือไทเปดีกว่า เผื่อจะมีใครให้รักบ้าง

ในปีนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยได้จัด นิทรรศการ Read Thai แสดงผลงานของนักเขียนไทย 9 คน ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน โดยคัดเลือกทั้งนักเขียนรุ่นใหม่และนักเขียนรุ่นใหญ่และนักเขียนการ์ตูนและนิทาน
มาอวดสายตานักอ่าน และยังร่วมด้วยสำนักพิมพ์ที่สนใจนำหนังสือมาเปิดตลาดไทเปอีกหลายสำนักพิมพ์

ผลงานของนักเขียนไทยที่ได้รับคัดเลือกผลงานไปจัดแสดงนำขบวนมาโดย

วีรพร นิติประภา นักเขียนซีไรต์ 2 สมัย คนล่าสุด
ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์
กิ่งฉัตร นักเขียนนวนิยายชื่อดัง
อุทิศ เหมะมูล นักเขียนซีไรต์
วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนซีไรต์
นิ้วกลม นักเขียนรุ่นใหม่
ปราบต์ นักเขียนรุ่นใหม่
ทรงศีล นักเขียนนวนิยายภาพ
ชีวัน วิสาสะ นักเขียนนิทาน

ส่วนภาพรวมของงานหนังสือไทเปปีนี้มีสำนักพิมพ์จาก 52 ประเทศ รวม 735 แห่ง นำหนังสือมาร่วมจัดแสดง สำหรับเยอรมนีซึ่งเป็นแขกเกียรติยศ (Guest Of
Honor)

เนื่องจากคุณแม่ – ชมัยภร แสงกระจ่าง ได้รับคัดเลือกผลงานจัดแสดงในงานนี้ด้วย บรรณาธิการคมบาง – กว่าชื่น ในฐานะ “คุณลูก” ก็เลยถือโอกาสไปเที่ยวไทเป เพื่อเที่ยวงานหนังสือไทเปสักครั้ง ไหนๆ เพื่อนก็ไปกันหลายคน

และในปีนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยได้เชิญคุณวีรพร นิติประภา ไปร่วมเสวนาบนเวทีกลาง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำเสนอเรื่องพุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ด้วยเป็นนวนิยายที่กล่าวถึง“ลูกจีน” ในแผ่นดินไทย และมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวพันกับเจียงไคเชค และไต้หวัน

ดังนั้นงานนี้นอกจากจะมี “คุณแม่” ของกว่าชื่นแล้ว ก็ยังมี “ขุ่นแม่” ของของกว่าชื่นด้วยเพราะนับถือพี่แหม่ม-วีรพร ให้เป็น “ขุ่นแม่” ทางตัวอักษร นับแต่ได้อ่านไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตครั้งแรก แล้วร้องไห้เป็นเผาเต่าทุกสองหน้ากระดาษ และเช่นกันพุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ก็ให้ผลเช่นเดิม

สำหรับคุณแม่ชมัยภร ทีแรกก็ว่าจะมากันขำๆ อยากมาแนะนำตัวและแนะนำสำนักพิมพ์คมบางเพราะมีวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง คุณปู่แว่นตาโต เคยแปลเป็นภาษาจีน โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพการแปลงานนี้ก็เลยถือโอกาสนำหนังสือคุณปู่แว่นตาโตฉบับภาษาจีนมานำเสนอแก่นักอ่านไต้หวันอีกรอบ แต่ไปๆ มาๆ ทางทีมผู้จัดงาน โดยน้องนก สิริธาดา คงภา ได้ทาบทามว่าจะเชิญคุณแม่ชมัยภรขึ้นเวทีร่วมกับขุ่นแม่วีรพรด้วย ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งจะทำให้สนุกขึ้นไปอีก เพราะคุณแม่ชมัยภรในอีกบทบาทนั้นเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรม และที่สำคัญเป็นกรรมการเมื่อครั้งไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ได้รางวัลซีไรต์ด้วยสิ (โดยที่คุณแม่เองก็ไม่ได้รู้ว่าคุณลูกนี่เพ้อคลั่งแทบบ้ากับเล่มนี้)

บรรยากาศงานหนังสือไทเปยิ่งใหญ่ตระการตา งานแสดงทั้งหมดกินอาณาบริเวณทั้งหมด 3 โซน แต่โซนนิทรรศการของเราอยู่ฝั่งด้านหน้าตึกไทเป 101 (สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 101)
งานหนังสือที่นี่มิได้เข้างานฟรีเหมือนประเทศไทย แต่ซื้อบัตรเช้าชมงานประมาณ 150 บาท ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ความสนใจของผู้คนลดน้อยลงมีกลุ่มทั้งคนทั่วไปและนักเรียนเข้าชมงานหนาแน่น หนังสือน่าสนใจมากมาย น่าสนใจเป็นพิเศษคือการออกแบบปกต่างๆ ของแต่ละประเทศที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์มากๆ ส่วนกิจกรรมบนเวทีนั้นมีผู้เข้าฟังตลอด

จริงๆ แล้ว ก่อนขึ้นเวทีเสวนาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เมื่อคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ประสานงานโดยคุณเบียร์ ได้จัดเสวนาเล็กๆ ขึ้นที่ร้านหนังสือ Brilliant Time Bookstore ในหัวข้อเดียว พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ โดยคุณแม่ชมัยภร ขึ้นเวทีร่วมกับขุ่นแม่วีรพร ร่วมด้วยน้องเบียร์ และน้องนินักแปลที่ทำหน้าที่ล่ามบนเวที (รายละเอียดจะรายงานไว้อีกบทความ ที่ต้องแยกเพราะมีรายละเอียดน่ารักๆ มากมายเกี่ยวกับร้านหนังสือร้านนี้) ในการเสวนาบนเวทีวันที่ 15 จึงมีนักอ่านตามมาจากร้านหนังสือหลายคนมาก เป็นบรรยากาศที่น่ารักมากและแสดงให้เห็นความจริงจังในการอ่านของนักอ่านไต้หวัน

การเสวนาบนเวทีกลางของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ
ดำเนินการโดย Thailand Rights Center by PUBAT ในหัวข้อ Read Thai: รู้จักไทยผ่านวรรณกรรม ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ กับ‘พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ของ วีรพร นิติประภา ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นั้น เริ่มจากการปูพื้นรายละเอียดต่างๆ ของหนังสือและการเริ่มต้นการทำงานเขียนของขุ่นแม่วีรพร (ซึ่งเริ่มหลังจากลูกโตแล้ว) จากนั้นคุณแม่ชมัยภรได้ชี้ให้เห็นถึงความโดดเด่นในงานเขียนเรื่องไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตที่มีกลวิธีการเขียน แบบการเล่าเรื่องซ้อนเรื่องซ้อนเรื่องและมีสำนวนภาษาที่เป็นของตัวเองอย่างโดดเด่นซึ่งเป็นเล่มที่มียอดพิมพ์ถึงแปดแสนเล่มแล้ว นับว่าสูงมากเป็นประวัติการณ์วงการหนังสือของไทย

ส่วนพุทธศักราชอัสดงฯ นั้นเป็นนิยายเชิงประวัติศาสตร์ที่มีความน่าสนใจมากมีความเชื่อมโยงระหว่าง ไทย ไต้หวัน และจีน ซึ่งขุ่นแม่วีรพร ได้อธิบายความเชื่อมโยงต่างๆ เรื่องเล่าหลายเรื่องซ้อนกันในช่วงหลังสงครามโลกของครอบครัวจีนที่อพยพมาอยู่ที่เมืองไทย เรื่องของความพลัดถิ่นโยกย้าย การพลัดพราก ที่มีความเกี่ยวข้องกันยาวนานทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์และมองว่าหากงานเขียนไทยได้แปลเป็นภาษาจีนจะทำให้เปิดโลกเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

งานเสวนาครั้งนี้มีนักอ่านชาวไต้หวันมานั่งรอที่เวทีกลางก่อนเวลา

คนที่นี่มีวัฒนธรรมการอ่านที่ค่อนข้างเปิด แม้จะอ่านภาษาไทยไม่ได้ ไม่เคยรู้จักนักเขียนมาก่อนแต่ทุกคนก็ตั้งใจมาฟังกันจริงๆ

หลังจบการเสวนาทั้งคุณแม่ชมัยภรและขุ่นแม่วีรพร ได้รับความสนใจจากนักอ่านไต้หวันพอสมควร โดยเฉพาะที่บูธสมาคมผู้จัดพิมพ์นักอ่านไต้หวันแวะเวียนมาชมทั้งยังมีสำนักพิมพ์ที่สนใจเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ติดตามมาศึกษารายละเอียดอีกด้วย ส่วนผลการเจรจาด้านลิขสิทธิ์จะเป็นอย่างไร คงต้องเป็นทางสมาคมผู้จัดพิมพ์รายงาน

3

ช็อปหนังสือช่วยชาติ ซื้อหนังสือได้ลดหย่อนภาษี

มาตรการช็อปช่วยชาติได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งในปีนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ได้ผลักดันเรื่องการซื้อหนังสือสามารถลดหย่อนภาษีได้สำเร็จ โดยใบเสร็จจากการซื้อหนังสือ สามารถใช้ลดหย่อนภาษีระหว่างวันที่ 15 ธ.ค. 61- 16 ม.ค. 62 ในวงเงิน 15,000 บาท  ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งแบบเล่มและอีบุ๊ก รายละเอียดใบเสร็จรับเงินที่ใช้เป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษี มีรายละเอียดดังนี้

  1. ใบเสร็จรับเงินของสำนักพิมพ์หรือร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หัวใบเสร็จมีชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวของผู้เสียภาษีครบถ้วน
  2. ใบเสร็จที่ออก ต้องระบุชื่อนามสกุล พร้อมเลขประจำตัวประชาชนของผู้ซื้อ ครบถ้วนชัดเจน
  3. ใบเสร็จรับเงิน ออกโดยคอมพิวเตอร์ หากเป็นลายมือเขียนต้องเขียนให้ชัดเจน และมีข้อมูลครบถ้วน
  4. รายการสินค้าที่ซื้อแล้วได้รับการลดหย่อนคือ หนังสือเล่ม อีบุ๊ค ยกเว้น หนังสือพิมพ์ และ นิตยสารนักอ่านที่ซื้อหนังสืออย่าลืมขอใบเสร็จที่ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนครบถ้วน 
ผู้หญิงสีฟ้า

ผู้หญิงสีฟ้า เฉดสีที่แตกต่างของนักเขียนหญิงสองรุ่น

ชมัยภร แสงกระจ่าง กับ Troika Author

นิธิ นิธิวีรกุล รายงาน

อาจจะเคยคุ้นกันมานานแล้วกับนิยามคำว่าผู้ชายสีฟ้า,
ผู้หญิงสีชมพู​ เช่นนั้นเมื่อนิยายเล่มหนึ่งปรากฏชื่อว่า​ ‘ผู้หญิง​สีฟ้า’
ความสนใจจึงพึงมีด้วยเหตุผลสองประการ​ 1)
เพื่อค้นหาความหมายในความเป็นผู้หญิง​สีฟ้า​ และ​ 2)
ในวันและวัยที่ผ่านพ้นมาจนถึงการได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติของชมัยภร แสงกระจ่าง​

ผู้หญิง​ในมุมของชมัยภรมีเฉดสีแบบไหน

ยิ่งเมื่อบวกรวมกับนิยามความเป็นนักเขียนหญิงของคนสองรุ่น​
คือ​ รุ่นของชมัยภรและอีกรุ่นคือ​ Troika Author หรือ​ ‘สาม’
นักเขียนสาวรุ่นหลาน​

นักเขียนทั้งสองจะมีมุมและการมองอย่างไรเพื่อสะท้อนให้เห็นสีที่เป็นตัวของตัวเองภายในงานเปิดตัวหนังสือ​‘ผู้​หญิง​สีฟ้ากับนวนิยายสองรุ่น’

ร่วมเสวนาให้เข้มข้นยิ่งขึ้นโดย คิม จูฮยอน ซีอีโอของบริษัท everyone’s film (หรือชื่อเกาหลี ว่า โมดูฟิล์ม) ผู้สร้างซีรี่ส์ Web Drama ของเกาหลี

เริ่มแรกกับประเด็นที่มาของชื่อนิยาย​

ชมัยภรให้คำตอบไว้ว่า​

“ผู้หญิงสีฟ้ามันเกิดความรู้สึกมาจากที่ผู้หญิงต้องใช้สีชมพู
แล้วผู้ชายก็ต้องใช้สีฟ้า แต่ถ้าทันทีที่ผู้หญิงไม่ใช่สีชมพู อย่างที่เมื่อกี้คุยกับคุณจรัญ
หอมเทียนทอง (อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ​) เขาบอกว่า อย่างนี้นางเอกก็เป็นทอมน่ะสิ
ซึ่งไม่ใช่ เพียงแค่นางเอกไม่ได้เป็นผู้หญิงสีชมพูเท่านั้นเอง นางเอกจะลำบากหน่อย
ต้องต่อสู้ชีวิต ไม่ได้มีชีวิตเป็นผู้หญิงสีชมพู จึงเป็นที่มาของเรื่องนี้”

“โดยเรื่องนี้เขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน แรกทีเดียว
เราจะเขียนเรื่องราวแนวชีวิต ไม่ใช่แนวเจ้าชายเจ้าหญิงหรือพระเอกนางเอก
ทีนี้ก็เกิดความรู้สึกว่า เราควรจะเขียนเรื่องที่มันโรแมนติกบ้าง วันหนึ่ง อาจารย์จเลิศ
เจษฎาวัลย์ (คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ก็มาเล่าเรื่องให้ฟัง
เนื่องจากลูกศิษย์เขาเจอผู้หญิงคนหนึ่งยืนคอยใครก็ไม่รู้หน้าศูนย์การค้า ตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำโดยไม่ไปไหน ลูกศิษย์ก็ยืนเฝ้าอยู่อย่างนั้น ปรากฏว่าเธอกลับบ้านไม่ถูก เขาก็เลยไปส่งบ้าน
ก็เลยชอบพอกัน แต่ก็ถูกกีดขวางโดยผู้ปกครองของผู้หญิง
เป็นหน้าที่ของดิฉันที่ต้องเขียน ว่าต้องเขียนอย่างไรให้มันโรแมนติก
ซึ่งดิฉันก็แก่แล้ว เขียนอย่างไรก็ไม่โรแมนติก มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่จริงจังขึ้นทุกที
ผู้หญิงที่เราวางพล็อตไว้ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ก็กลายมาเป็นผู้หญิงสีฟ้า ซึ่งที่มันเป็นแบบนั้นเพราะว่าเรา
เพราะเราก็ต้องผ่านอะไรแบบนี้มา เราก็เลยต้องสร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมา
เพราะฉะนั้นผู้หญิงสีฟ้าก็เลยกลายเป็นผู้หญิงแกร่ง”

ส่วนผลงานของ Troika Author หรือ “สาม”​ เติบโตมาจากโลกออนไลน์​

สามบอกเล่าถึงนิยายของตัวเองในชื่อ​ ‘เกมส์รักพลิกอนาคต’
เอาไว้ว่า ด้วยความที่ตัวสามอยู่เกาหลี ในเรื่องพื้นที่ก็อยู่ในเกาหลีเลย
ที่มาก็คือเมื่อมาคิดถึงเรื่องอนาคตแล้ว ก็คิดไปถึงการไปดูดวง
ทำให้เชื่อว่าสิ่งที่หมอดูพูดมันเป็นเรื่องจริง​

“แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นแค่ความเป็นไปได้
ก็เลยเขียนเรื่องนี้มาเพื่อให้คนรู้ว่าในอนาคตไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้”

นวนิยายเล่มนี้จะถูกนำไปสร้างเป็นซีรี่ส์เกาหลีในชื่อ Mark Point โดยสามบอกว่า

“ทางเรากับทางบริษัทได้คุยกันแล้วเรารู้สึกว่าเราอยากเป็นนักเขียนคนไทยคนหนึ่งที่มีผลงานออกไปถึงเกาหลีบ้าง
เราก็เลยลองเขียนพล็อตแล้วเสนอไป”

คิม จูฮยอน ซีอีโอของบริษัทชื่อ everyone’s film หรือชื่อเกาหลี (อ่านว่า) โมดูฟิล์ม ได้กล่าวสอดรับไว้ว่า​

“ในพล็อตนิยายไทยก็จะมีความแตกต่างจากพล็อตของเกาหลี
มีส่วนที่คล้ายคลึงกันแล้วก็มีส่วนที่แตกต่างกันด้วย
ซึ่งพอมันลงตัวมันก็เป็นทั้งความแตกต่างและความคล้ายคลึงกัน”

ก่อนเป็นนักเขียนของสองรุ่นที่แตกต่าง

รุ่นใหม่จากออนไลน์

เส้นทางก่อนมาเป็นนักเขียนของสามเริ่มต้นจากการที่เป็นคนชอบอ่านหนังสืออย่างหัวขโมยแห่งบารามอส
งานของแนวแจ่มใสของ May 112 ก่อนจะเริ่มเขียนบทคัดย่อในชั้นเรียนจนมาถึงเริ่มเผยแพร่ในเว็บไซต์
Dek D จนเริ่มมีฐานแฟนคลับจึงนำไปลง E-book

โดยสามยังบอกเล่าต่ออีกว่าแฟนคลับในโลกนักอ่านออนไลน์เกิดขึ้นจากการเขียนนิยาย
อัพเดตไปเรื่อยๆ

“ในวันแรกมีแฟนคลับสิบคนคือดีใจมาก หลังๆ ก็ไม่ท้อ
พอเริ่มทำไปเรื่อยๆ มาดูอีกทีหนึ่งก็สองพันคนแล้ว”

ส่วนชมัยภรบอกเล่าว่าการเริ่มเขียนหนังสือในแบบยุคของตนนั้นแทบเป็นคนละโลกนะ แต่มันเป็นโลกที่ต้องม้วนไปหากัน

“ดิฉันเกิดจากหนังสือ
คืออ่านหนังสือของคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ในบ้านทุกเล่ม แม่อ่านนวนิยาย พ่ออ่านสารคดี
เพราะฉะนั้นความรู้สึกอยากอ่านมันจะมีตลอดเวลา
มีช่วงหนึ่งอ่านหนังสือจนกระทั่งวันสอบ อ่านนิยายจนสัปหงก
พออ่านเยอะแล้วเราจะรู้สึกเขียน แล้วเราจะอ่านเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เรียนหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเรียนอักษรศาสตร์มันก็คือหนังสือทั้งนั้น
เราก็เลยโตมากับหนังสือ ซึ่งเราก็ต้องเลือกว่าเราจะเขียนแบบไหน
ซึ่งช่วงที่หนังสือมีอิทธิพลกับเรามากที่สุดก็คือช่วง 12-13 งานของคุณศุภร
บุนนาค ภาษาเขางามมาก เราก็เรียนอักษรศาสตร์ตามหนังสือของคุณศุภรนั่นแหละ
เส้นทางมันเหมือนมาด้วยหนังสือ
แต่เราข้ามขั้นนิดหนึ่งตรงที่เราเป็นนักวิจารย์ก่อนจะมาเป็นนักเขียน มาลงสกุลไทย
มาลงขวัญเรือน อย่างเรื่องผู้หญิงสีฟ้าก็ลงขวัญเรือน

พอได้ยินสามพูดเรื่องออนไลน์ มีคนอ่านสิบคนก็ดีใจมาก
ดิฉันเขียน fictionlog มีคนอ่าน 15 คน ซึ่งตื่นเต้นมาก
เพราะไม่ใช่คนเก่าๆ เพราะกลุ่มนั้นเขาเข้าไม่ได้ เข้าไม่เป็น เป็นคนใหม่ มันเป็นโลกที่ในที่สุดเราก็ต้องเรียนรู้
และเราก็ต้องไม่สนใจว่าจะมีคนอ่านกี่คน เราสนใจแค่ว่าเราจะทำงาน เพราะฉะนั้นโลกนี้มันให้โอกาสเราปรับตัว
ซึ่งจุดประสงค์ของมันคือเรายังทำงานได้หรือไม่ได้”

ส่วนคิมจูฮยอน เล่าถึงตนเอง ในนฐานะคนทำซีรี่ส์ว่า

“ในเบื้องต้น​ตัวเองก็ชอบอ่านนิยายรัก​
ก่อนจะโตขึ้นจึงได้เริ่มอ่านหนังสือที่มันซับซ้อนหรือระทึกขึ้น
และมันก็ส่งผลต่อการทำซีรี่ส์ด้วย เพราะว่าคนเกาหลีชอบอ่านหนังสือทั้งผ่านหนังสือและอ่านแอพเช่นกัน”

จากนิยายสู่ละครซีรี่ส์

ผู้สร้างเลือกเรื่อง

ในฐานะที่เคยมีผลงานถูกนำไปสร้างเป็นละคร​ ชมัยภรบอกเล่าถึงผลงานของตนในอดีตที่ยังมีการติดต่อนำไปสร้างเป็นละคร​
ขณะที่ไม่มีนิยายไปทำละคร

“อย่าง รังนกบนปลายไม้ เพราะซื้อดักกัน
เป็นเทคนิคดักกันไปดักกันมาไม่ต้องทำ จริงๆ ผู้หญิงสีฟ้า ตอนลงแรกๆ เขาจองนะคะ
สมัยก่อนพอลงกันได้สักสี่ห้าตอนเขาก็จะมาจอง แต่เขารู้ฤทธิ์เดชชมัยภรดี
เพราะพอเขียนไปเรื่อยๆ มันจะไม่มันเหมือนเรื่องของสาม เพราะชมัยภรไม่พลิก ฉะนั้นพอเขาติดใจเรื่อง
ติดใจตัวละคร เขาจะจองไว้ แล้วพอเขาไปทำละคร
เขาอาจจะบอกเราหรือไม่บอกเราก็ได้ในการเลือกตัวละคร ซึ่งดิฉันก็ไม่ก้าวก่าย
เวลาคนทำละคร เขาเลือกเรื่องให้ไปตรงกับดารา
บางทีดาราคนนี้ดังก็จะหาเรื่องไปป้อนให้เขา บางเรื่องก็ไม่ได้คิดว่าจะไปทำเลย
อย่างเรื่องหน้าต่างสีชมพู ประตูสีฟ้า มันเป็นเรื่องเด็กมาก
แต่ปรากฏว่าตอนนั้นน้องพลับดัง
ทางช่องก็เลยไปขอซื้อเพราะจะทำให้น้องพลับเป็นตัวละคร
เพราะฉะนั้นมันไม่มีเงื่อนไขอะไรชัดเจน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นโครงสร้างของเรื่อง
ถ้าดิฉันสามารถเขียนเรื่องราวที่มันพลิกผันมากๆ อย่างที่น้องสามเขียน
ทางช่องก็อาจจะชอบ”

“ทุกวันนี้เราก็จะเห็นละครในลักษณะนี้
แต่ลักษณะละครที่เราเบื่อ มันซ้ำไปซ้ำมา มันอยู่ที่เทคนิคการสร้าง
มันก็สามารถพลิกมุมให้คนเห็นว่าน่าสนใจได้”

ผู้สร้างและนักเขียนทำงานร่วมกัน

ในส่วนของสาม​
ขั้นตอนการนำนิยายไปสร้างเป็นละครเริ่มต้นตั้งแต่ในขั้นคอนเซ็ปต์กับสนพ.ซึ่ง​จะวางแผนไว้แต่แรกแล้วว่าจะต้องเป็นซีรี่ส์
มีโปรดิวเซอร์คอยคุม (คล้าย บก.) และCo-writer ที่คอยปรับภาษาและขยายเนื้อหา

“คือเขาจะใช้ไอเดียจากต่างประเทศว่าเราไม่สามารถใช้คนๆ
เดียวในการเขียนงานได้เวลาที่จะทำซีรี่ส์ จะต้องใช้ประมาณสามคน คนแรกเขียน
คนที่สองปรับ แล้วคนที่สามก็จะปรับอีกที”

ซึ่งการจะนำไปสู่ละครซีรี่ส์แบบที่คนไทยคุ้นกันนั้น​
สามบอกว่าต้องอาศัยความกล้าในการพาตัวเองเข้าไปนำเสนอ

“มีโอกาสได้เจอเราก็เลยเสนอตัวเพราะเราก็ต้องมีความกล้านิดนึง
เราก็เสนอว่าเราอยากทำซีรี่ส์จังเลยค่ะ ถ้าเกิดเรามีโอกาสเราจะทำยังไงได้บ้าง
เขาก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็เลยส่งพล็อตมาแล้วกันว่ามันโอเคหรือเปล่า
ทางเขาเห็นว่ามันน่าสนใจก็เลยดีลกัน รวมทั้งการประสานกันในแง่ของการตลาด”

ด้านคิมจูฮยอน ฝั่งเกาหลีบอกว่า พิจารณาจากพล็อตและตอบคำถามไว้ว่าทำไมถึงชอบในเรื่องนี้​
คิมกล่าวว่า

“ปกติแล้วทางเว็บดราม่าที่มีละครลักษณะเดียวกันเยอะ
พออ่านพล็อตของคุณสามแล้วพบว่ามันมีความแตกต่าง ก็เลยคิดว่าเป็นสินค้าใหม่ที่น่าสนใจ
เพราะมันจะพลิกค่อนข้างเยอะ เกี่ยวข้องกับโชคชะตา การมองเห็นอนาคต
มีความสืบสวนสอบสวนอยู่ในตัว รวมทั้งดราม่าครอบครัว มีความรัก มันจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ”

เส้นทางที่เปลี่ยนไปของนักเขียน

เมื่อแพลตฟอร์ม​การอ่านแปรเปลี่ยนจากกระดาษมาสู่หน้าจอสมาร์ทโฟน​
การสร้างงานเขียนแทบไม่ต้องผ่านนิตยสารอีกแล้ว นักเขียนรุ่นเก่าอย่างชมัยภรมองอย่างไร?

“มันก็เป็นปัญหาที่เรากำลังพิจารณากันอยู่” ศิลปินแห่งชาติให้คำตอบ​

“สมาคมนักเขียนเองก็กำลังหาทางอยู่เหมือนกัน
บางทีทางสมาคมอาจจะต้องทำเพจของตัวเองแล้วให้นักเขียนทั้งหลายเข้ามาใช้พื้นที่ได้
แล้วมีหน่วยงานราชการสนับสนุนเพื่อให้ค่าเรื่องนักเขียนให้เขาอยู่ได้บ้าง
ทำอย่างไรเขาเปิดพื้นที่เหล่านี้ขึ้นมาได้ มันจำเป็นที่จะต้องมีในส่วนของสมาคมนักเขียนด้วย
นักเขียนรุ่นเก่าๆ ก็สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ของคุณรุ่นใหม่เพื่อเข้าถึงนักอ่านได้
ถ้าเราสามารถสร้างพื้นที่ของเราขึ้นมาได้ แต่เราก็ต้องคิดถึงวิธีในการอ่าน
การเสพของคนที่เขาไม่สามารถที่จะใช้โทรศัพท์มือถืออ่านได้ เขาก็ต้องอ่านหนังสือเล่ม
ดิฉันคิดว่านิตยสารบางเล่มก็ยังควรจะอยู่
ฉะนั้นหนทางของสื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องช่วยกันคิด
มันอยู่ในระยะปรับตัว สื่อเองก็ต้องปรับตัว
ทำอย่างไรให้เขาสามารถทำละครให้มีความหลากหลายให้ได้”

สำหรับที่สามมองว่า หนังสือกระดาษในความคิดตน​คือคนจะซื้อมาเพื่อเป็นของสะสม
เป็นของที่ซื้อแล้วอ่านซ้ำได้ เอาไว้เก็บเอาไว้โชว์
แล้วเอื้อต่อสายตาของคนเรามากกว่า

เช่นเดียวกับคิมจูฮยอน
ซึ่งมองว่าการทำเว็บดราม่าก็จะมีกลุ่มตลาดที่ต่างกันกับเสน่ห์ของหนังสือ ซึ่งไม่ได้แปลว่าการเสพเว็บดราม่าจะไปบดบังเสน่ห์ของหนังสือให้หายไป
เนื่องจากทั้งสองสื่อจะให้ภาพที่แตกต่างกัน
เพราะการดูหนังมันคือการดูจินตนาการของผู้กำกับ
แต่ถ้าเราอ่านหนังสือคือเราจะสามารถได้ดูจินตนาการของตัวเองด้วย.