|
งานประกาศเกียรติคุณผู้ได้รับรางวัล รางวัลมนัส เศียร์สิงห์ แดง
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้รับพิธีการมอบรางวัล มนัส เศียร์สิงห์ แดง ครั้งที่ 2 พร้อมด้วยการเปิดงานแสดงนิทรรศการศิลปะของผู้ได้รับรางวัลทั้ง 4 คน คือ
รางวัลมนัส เศียรสิงห์ แดง ศิลปินเกียรติยศ (HONORARY RED ART AWARD)
นายโชคชัย ตักโพธิ์
นายพิทักษ์ ปิยะพงษ์
รางวัลมนัส เศียรสิงห์ แดง ศิลปินทัศนศิลป์ดีเด่น (RED ART AWARD)
นายสุธี คุณาวิชยานนท์
นางสาวสุโรจนา เศรษฐบุตร



บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยผู้มีเกียรติในวงการศิลปะ ทางเดินเข้างาน จัดแสดงงานของ อาจารย์สุธี คุณาวิชยานนท์ ในชื่อชุด ห้องเรียนประวัติศาสตร์ บนถนนราชดำเนิน เป็นผลงานโต๊ะนักเรียนไม้ แบบสมัยก่อน แกะสลักพื้นโต๊ะเป็นภาพและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทย ผู้จัดงานได้เตรียมกระดาษไข และดินสอไว้ให้ผู้ชมงานสามารถฝนภาพกลับไปเป็นที่ระลึกได้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานมากมาย

เมื่อเดินเข้าไปยังโถงล่าง กลางแจ้งริมสระน้ำ จัดแสดงงานของ อาจารย์ สุโรจนา เศรษฐบุตร
ชื่องาน วัฏจักรของประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนิน ในชุดนิทรรศการ ประชาธิปไตยในแง่งาม เป็นผลงานดินเผาและสลิง รูปร่างทรงไข่ และทรงครึ่งไข่ สีสันของผลงานเป็นโทนสีธงชาติ เป็นงานที่สื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเหตุการณ์ณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตย

ห้องแสดงงานทางด้านซ้ายมือ เป็นผลงานของ อาจารย์ โชคชัย ตักโพธิ์ ทั้งภาพวาด สื่อผสม และสื่อจัดแสดง งานของอาจารย์โชคชัย จะเน้นสัญลักษณ์ และการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น นกสีขาวเคลือบขาว นกสีขาวเคลือบเหลือง ฉันคิด ฉันมีอยู่ เทคนิคสื่อผสม

ห้องแสดงงานด้านขวามือ แสดงผลงานของ พิทักษ์ ปิยะพงษ์ มีหน้ากากปั้นดินมากมายหลากหลายใบหน้า แสดงอารมณ์เจ็บปวด มีภาพวาดสื่อแสดงถึงเหตุการณ์ประชาธิปไตย ที่เด่นที่สุดคืองานจัดวางชุด แด่วีรชน เป็นผ้าดิบห่มฟาง รูปทรงมนุษย์เหมือนผ้าห่อศพ 6 หุ่น จัดวางเรียง มีเชือกผูกโยงกับอีกหุ่นที่แขวนตรึงไว้กับไม้ไผ่ ที่เมื่อยืนดูแล้วถึงกับต้องชะงักงันไปชั่วขณะ ด้วยแรงแห่งอารมณ์และโศกนาฏกรรมแห่งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนกลับมา เป็นงานชุดที่มีความ แรง มากจริงๆ
ในช่วงค่ำ ประธานกรรมการ สถาบันปรีดีพนมยงค์ ดร. วิเชียร วัฒนคุณ ได้มอบรางวัลแด่ศิลปินทั้ง 4 คน โดยมี สุชาติ สวัสดิ์ศรี และวิทยากร เชียงกูล เป็นผู้ประกาศเกียรติคุณ
จากนั้นมีการแสดงดนตรีจาก โฮปแฟมมิลี่ เสียงเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา เชื้อเชิญให้ผู้ร่วมงานช่วยกันเปล่งเสียงร้องคลอด้วย เป็นช่วงนาทีสั้นๆ ที่ทำให้หลายคนน้ำตาซึม

จบดนตรีก็มีการแสดงละครกลางแจ้ง จาก พระจันทร์เสี้ยว เป็นละครเชิงสัญลักษณ์ เกี่ยวกับอุดมการณ์ ชวนตีความ ต่อด้วยละครของเด็กกลุ่มหน้ากากเปลือย
นับเป็นงานแสดงเชิดชูเกียรติที่สมบูรณ์พร้อมด้วยศิลปะทุกแขนง
ประวัติผู้ได้รับรางวัลมนัส เศียรสิงห์ แดง
รางวัลมนัส เศียรสิงห์ แดง ศิลปินเกียรติยศ (HONORARY RED ART AWARD)
นายโชคชัย ตักโพธิ์
เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๖ ที่จังหวัดนครพนม จบการศึกษาด้านศิลปะระดับอนุปริญญา สาขาภาพพิมพ์รุ่นแรกของเพาะช่าง และระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรม (จิตรกรรม , ภาพพิมพ์) สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (โรงเรียนเพาะช่าง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ ขณะเป็นนักศึกษาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๓ จนถึง ๒๕๑๘ ได้รับ ๓๖ รางวัล จากการประกวดศิลปกรรมวิทยาเขตเพาะช่าง
ระหว่างเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ได้รับความสะเทือนใจ จึงสร้างผลงานศิลปะที่เป็นบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองในมุมมองศิลปิน ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีคุณภาพและเฉียบคมในการเสนอปรัชญาทางศิลปะอันลึกซึ้ง ต่อมาได้มุ่งมั่นเลือกสร้างสรรค์ศิลปะแนวสะท้อนสังคม และสร้างผลงานศิลปะเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคมอย่างจริงจัง และเข้าร่วมเป็นสมาชิกแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้ง และมีผลงานศิลปะโดดเด่นในที่สาธารณะ บนถนนราชดำเนินกลาง รวมทั้งโปสเตอร์การเมือง หลังจากจบการศึกษา ได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่คณะศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐
เริ่มศึกษาธรรม ณ วัดหนองป่าพง ตามแนวทางหลวงพ่อชา สุภัทโท ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ และได้นำแก่นธรรมมาใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ประสานเข้ากับพื้นฐานงานศิลปะสะท้อนสังคมในแบบฉบับของตนเอง
การแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญ เช่น นิทรรศการศิลปกรรม ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (๒๕๑๖) นิทรรศการภาพคัตเอาท์การเมืองเดือนตุลา บนเสาไฟกินนรี เกาะกลางถนนราชดำเนินกลาง ( ๒๕๑๘) นิทรรศการศิลปกรรมแห่งประเทศไทย นิทรรศการศิลปกรรม ชุดวัดหนองป่าพง ( ๒๕๔๓-๒๕๔๔) นิทรรศการสีน้ำและวาดเส้นชุด ผาแต้ม-แต้มสี ณ หอศิลป์นิทรรศการมารศรี วังสวนผักกาด และที่อื่นๆ ( ๒๕๔๕-๒๕๔๖) นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย โชคชัย ตักโพธิ์ : กระบวนทัศน์ ๓ ทศวรรษ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป ( ๒๕๔๖ )
นายพิทักษ์ ปิยะพงษ์
เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่ตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา บิดาเป็นชาวประมง มารดาเป็นชาวนา เรียนจบหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนบางปะกง บวรวิทยายน เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ เข้าเรียนมัธยมปลายหลักสูตรเตรียมอุดม ที่วิทยาลัยบางแสน จังหวัดชลบุรี เข้าเรียนที่โรงเรียนเพาะช่างประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๐๒ เรียนยังไม่ทันจบได้ออกมาประกอบอาชีพทำนาอยู่พักหนึ่ง จึงไปสมัครเป็นช่างเขียนและช่างออกแบบร้านศึกษาภัณฑ์ขององค์การค้าคุรุสภา จากนั้นได้เข้าทำงานวงการโฆษณาพร้อมกับเขียนรูปภาพ และต่อมาแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมกับกลุ่มศิลปิน
จุดเปลี่ยนสำคัญต่อแนวทางสร้างสรรค์งานศิลปะได้แก่ การเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ นายพิทักษ์ ปิยะพงษ์ ได้ตระหนักถึงความไม่เป็นธรรมในบริบททางสังคมต่างๆ ปักใจมั่นต่อแนวทางศิลปะประจักษ์สังคม จึงได้มุ่งเน้น ทุ่มเทสร้างผลงานศิลปะเพื่อชีวิต เพื่อสังคม ได้ชักชวนเพื่อนศิลปินก่อตั้งกลุ่มศิลปินอิสระ จัดแสดงนิทรรศการศิลปะสะท้อนชีวิต สังคม การเมือง
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๗ จนถึง ๒๕๑๙ นายพิทักษ์ ปิยะพงษ์ เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการออกแบบโปสเตอร์เคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน เป็นผู้ผลักดันให้นักกิจกรรมทัศนศิลป์ส่วนหนึ่งไปร่วมเคลื่อนไหว หนุนช่วยสร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับกิจกรรมนักศึกษาในสถาบัน การศึกษาและองค์กรภาคประชาชน นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีส่วนร่วมก่อตั้งและเป็นกรรมการแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย เป็นผู้ร่วมก่อตั้งชมรมศิลปกรรมแห่งประเทศไทย เป็นกำลังสำคัญผู้หนึ่งของการจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมแห่งประเทศไทย อันเป็นเวทีหลักของการจัดแสดงงานศิลปกรรมอย่างเปิดกว้าง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักศึกษา ประชาชน และผู้อยู่ในวงการศิลปะจำนวนมาก
ในด้านกระบวนการพัฒนาเทคนิควิธีการทางศิลปะ เป็นผู้เริ่มและบุกเบิกการเขียนภาพสดขนาดใหญ่ ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมือง จนเป็นที่ยอมรับในเวลาต่อมา ได้คิดค้นสร้างสรรค์งานศิลปะจากดินโคลนกลางท้องทุ่งนา รวมทั้งคิดค้นนำเอาชันยาเรือและดินเลนมาเขียนรูปภาพ โดยยังคงกลิ่นอายจิตวิญญาณชาวนาไว้อย่างเหนียวแน่น ทำให้ผู้เสพงานได้ดื่มด่ำซึมซับผลงานที่สอดใส่แก่นสารของชีวิต สังคม การเมืองด้วยความสะเทือนใจ นายพิทักษ์ ปิยะพงษ์ ยังมีผลงานทางด้านเขียนบทกวี โดยใช้นามปากกา ทาสไท พิทักษ์ชน เขียนบทกวีแนวสะท้อนความรู้สึกต่อปัญหาสังคมและสภาพแวดล้อมไว้จำนวนไม่น้อย
การแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญ เช่น แสดงนิทรรศการร่วมกับกลุ่มศิลปินกลุ่มธรรม (๒๕๐๕) แสดงนิทรรศการร่วมกับกลุ่มศิลปินอิสระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (๒๕๑๖) นิทรรศการชมรมศิลปกรรมแห่งประเทศไทย (๒๕๒๒) ได้รับเชิญไปแสดงนิทรรศการศิลปกรรมร่วมกับศิลปินญี่ปุ่น ณ เมืองเกียวโต , อิวาดะ ประเทศญี่ปุ่น มีผลงานภาพศิลปะแนวเพื่อชีวิตสะสมอยู่ในหอศิลป์ร่วมสมัย ประเทศญี่ปุ่น และอื่นๆอีกมากมาย
ปัจจุบัน นายพิทักษ์ ปิยะพงษ์ ได้อุทิศตนให้กับการสอนศิลปะให้เด็กในพื้นที่ชนบทของจังหวัดฉะเชิงเทรา
รางวัลมนัส เศียรสิงห์ แดง ศิลปินทัศนศิลป์ดีเด่น (RED ART AWARD)
นายสุธี คุณาวิชยานนท์
เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ที่กรุงเทพฯ เริ่มศึกษาศิลปะที่วิทยาลัยช่างศิลป กรุงเทพฯ จบแล้วศึกษาต่อที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ ในปีต่อมาได้เข้าศึกษาที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับปริญญาศิลปบัณฑิต สาขาภาพพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๒ จากนั้นไปศึกษาต่อที่ ซิดนีย์ คอลเลจ ออฟ ดิ อาร์ตส์ (Sydney College of the Arts) มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับปริญญาศิลปมหาบัณฑิตสาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๓๖ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นายสุธี คุณาวิชยานนท์ ฉายความสามารถอันโดดเด่นในการนำเสนองานทัศนศิลป์เมื่อครั้งส่งผลงานเข้าร่วมแสดงในการแสดงนิทรรศการศิลปะเด็กแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๔ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ นับจากนั้นเป็นต้นมาเขาได้พัฒนาการสร้างสรรค์งานศิลปะทั้งทางรูปแบบ เทคนิค วิธีการอย่างไม่หยุดนิ่ง ให้สอดรับกับเนื้อหาที่ที่มีสาระหนักแน่นลึกซึ้ง ภายใต้ลักษณะร่วมสมัยทางสังคม
ระยะแรก นายสุธี คุณาวิชยานนท์ สร้างงานภาพพิมพ์โดยใช้ความบันดาลใจจากร่างกายมนุษย์ ต่อมาเริ่มเสนอผลงานศิลปะเชิงความคิดจากเรื่องราวของวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สภาพปัญหาใหม่ในสังคมไทย การแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญได้แก่ ผลงานชุด ช้างเผือกสยาม (๒๕๓๘) ได้รับแรงบันดาลใจจากช้างในประเทศไทยที่กำลังตกอยู่ในอันตราย ขาดการดูแลเอาใจใส่ เกิดการทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยมนุษย์ ความคิดที่เสนอผ่านผลงานชุด ช้างเผือกสยาม เปรียบเทียบให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตที่กำลังหนีจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมตามกระแสตะวันตก ได้รับเชิญไปร่วมแสดงนิทรรศการกับกลุ่มศิลปินแนวศิลปะการแสดงญี่ปุ่น คณะบูโด ที่ Nishi Kitaza เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น (๒๕๓๘) สร้างสรรค์ผลงานชุด ความซ้ำซากอันเป็นนิรันดร์ ( ๒๕๔๐-๒๕๔๑) แสดงให้เห็นถึงความกลวงโบ๋ซ้ำซาก เสมือนการปฏิบัติตนของคนในลักษณะขาดจิตวิญญาณ มีความหลงตัวและ คลั่งชาติ การเลือกจำความจริงที่บิดเบือน ปิดตาไม่มองแผลอักเสบที่อัปลักษณ์ และถอดซากหากินกับความสำเร็จเก่าๆ นอกจากนี้ยังมีผลงานสร้างสรรค์ศิลปะทรงคุณค่าอีกหลายชุด อาทิเช่น ชุด ยุบหนอพองหนอ แฝดสยาม สูตรสำเร็จประเทศไทย และอื่นๆอีกมากมาย
นายสุธี คุณาวิชยานนท์ ได้สร้างผลงานศิลปกรรมแนวจัดวางชุดสำคัญ ที่สร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมในด้านการเรียนรู้ประชาธิปไตย ชื่อชุด ห้องเรียนประวัติศาสตร์ ในโอกาสครบรอบชาตกาล ๑๐๐ ปี นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจัดแสดงบนฟุตบาทถนนราชดำเนินกลาง ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้แนวคิดมาจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย เช่น การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของกลุ่ม รศ.๑๓๐ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ขบวนการเสรีไทย เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้น โดยใช้โต๊ะนักเรียนแบบเก่าจำนวน ๑๔ ตัว ทำด้วยไม้แกะสลักภาพแบบภาพพิมพ์แกะไม้ลงไปบนโต๊ะ เป็นรูปภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผู้เสพงานสามารถใช้กระดาษวางทาบบนโต๊ะแกะสลักฝนภาพด้วยดินสอ เพื่อเก็บบันทึกภาพแต่ละเหตุการณ์เอาไว้ได้ นับเป็นผลงานที่นำเอารูปแบบ เทคนิค วิธีการ มารับใช้เนื้อหาสาระทางการเมืองได้อย่างสอดประสานกลมกลืน ทำให้ผู้เสพได้ตระหนักถึงคุณค่าที่ไม่แยกออกจากกันระหว่างงานศิลปะกับคำว่า สันติภาพ ประชาธิปไตย และการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม
นายสุธี คุณาวิชยานนท์ เป็นทั้งอาจารย์ ศิลปิน นักวิชาการ และคอลัมนิสต์ มีผลงานวิจารณ์และแนะนำงานศิลปกรรมตามนิตยสารฉบับต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจอันดีในเรื่องการรับรู้การเคลื่อนไหว ศิลปะมิติต่างๆ ทางสังคมมากขึ้น
นางสาวสุโรจนา เศรษฐบุตร
เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๙ ที่กรุงเทพฯ ศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียน Chinese Painting จากอาจารย์ Lim Eow ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จนถึง ๒๕๒๓ จากนั้นไปศึกษาต่อทางด้านเครื่องปั้นดินเผา จบปริญญาตรี University of Kansas, KS ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับปริญญามหาบัณฑิตทางด้านเครื่องปั้นดินเผาจาก Kansa State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ปัจจุบันเป็นศิลปินอิสระ
ในระยะแรกนั้น สุโรจนา เศรษฐบุตร ได้สร้างงานศิลปกรรมเครื่องปั้นดินเผา ต่อมาได้พัฒนาการสร้างสรรค์งานศิลป์ในรูปแบบศิลปะแนวจัดวางบนพื้นที่ โดยใช้เทคนิคและวัสดุประเภทศิลปะเครื่องปั้นดินเผามาประกอบเป็นผลงาน
ด้านแนวความคิด ผลงานของ สุโรจนา เศรษฐบุตร ได้สะท้อนความรู้สึกในเรื่องจิตสำนึก ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่เบียดเบียน อีกทั้งยังให้สติกับผู้เสพงานศิลป์ ได้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนอีกด้วย
สุโรจนา เศรษฐบุตร เริ่มแสดงนิทรรศการชุด 14th Annual Prairie Art Exhibition Sterhing College, KS ประเทศสหรัฐอเมริกา (๒๕๓๑) การแสดงนิทรรศการสำคัญ ได้แก่ ผลงานเรื่อง ธาตุ ๔ (Elements) ณ หอศิลปแห่งชาติ ( ๒๕๓๙) การแสดงนิทรรศการเดี่ยวชุด อิสราเอล ณ หอศิลปแห่งชาติ ( ๒๕๔๑ นิทรรศการชุด วัฏจักรของประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนิน ( ๒๕๔๓) บนฟุตบาทถนนราชดำเนินกลาง นิทรรศการชุด หนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการส่งออกสู่ทวีปยุโรป ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร ( ๒๕๔๓) นิทรรศการชุด ป่าไม้ ไทย ลาว ณ หอศิลป์ตาดู ( ๒๕๔๔)
สุโรจนา เศรษฐบุตร ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากมูลนิธิ ๑๔ ตุลา ให้เป็นผู้ดำเนินงานจัดทำและติดตั้งกระเบื้องดินเผาประดับสถูปวีรชน ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง นับเป็นผลงานศิลปะชิ้นสำคัญอันทรงคุณค่า ในแง่ความเป็นสัญลักษณ์ศิลป์ที่แสดงวิถีทางแห่งประชาธิปไตย กล่าวได้ว่าผลงานการสร้างสรรค์ศิลปะของเธอทุกชิ้นงาน มีความโดดเด่นในด้านแสวงหาความหมายต่อสันติภาพ ประชาธิปไตย และทำให้ผู้เสพงานศิลป์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของคำว่า ความเป็นธรรม
|