|
บันทึกการรับฟังเสวนาเรื่อง
ตามรอยศรีบูรพากับชมัยภร แสงกระจ่าง
6 ธันวาคม 2549 ณ หอประชุมสมบูรณ์-เสาวรัตน์ นิ่มละออ
รายงานโดย นางสาวขวัญชนก ทรงลำยอง ชั้น ม. 5/7 โรงเรียนตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
บันทึกนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนเริ่ม ตอนกลาง และตอนท้าย
ตอนเริ่ม
จากที่คุณครูชื่นชนก จริยประภาพันธ์ ได้เกริ่นนำกับพวกเรา (นักเรียนระดับ ม.5) ไว้แล้วว่าวันที่ 6 ธันวาคม อาจารย์ชมัยภร ผู้เขียนหนังสือเรื่อง กุหลาบในสวนเล็กๆ จะมาเสวนา ให้ความรู้เกี่ยวกับ ศรีบูรพาและงานเขียน รวมถึงสาระน่ารู้ต่างๆ มากมาย ฉันเองเมื่อได้ทราบข่าวสารนี้แล้วกรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ฉันได้พยายามอ่าน กุหลาบในสวนเล็กๆ ให้จบในเร็ววัน เพื่อจะได้เสวนากับอาจารย์ชมัยภรอย่างออกรสชาติ กระจ่างแจ้ง แต่ด้วยความที่ฉันมีภาระอื่นๆ อีกมากมายเหลือเกิน ดังนั้นกุหลาบในสวนเล็กๆ ของฉันก็เลยยังไม่จบ

มา ณ วันนี้ เมื่อถึงเวลาอันสมควรแก่การเข้าประชุม ฉันและกลุ่มเพื่อนก็เคลื่อนย่ายตัวเองมาอยู่ในที่อันสมควรเช่นกัน ฉันเห็นอาจารย์ชมัยภร และเพื่อนของฉันอีก 6 คน นั่งคุยกันอยู่ และมีคุณครูชื่นชนกนั่งประกบอยู่ พูดเสริมบ้างในบางครั้ง ฉันเดินเข้าไปหาคุณครู แล้วเริ่มต้นคำถามที่ฉันรู้คำตอบดีอยู่แล้ว นั่นคือ เต็มแล้วใช่ไหมคะ อาจารย์ คุณครูชื่นชนกพยักหน้า และกล่าวอะไรสำทับมาอีกนิดหน่อย แต่ฉันหูอื้อไปแล้ว ฉันอยากคุยกับอาจารย์ชมัยภรมาก แต่เหมือนความต้องการของฉันจะขัดกับการกระทำของฉันเอง ก็ในเมื่อฉันยังอ่านไม่จบและไม่ได้เตรียมตัวกับคุณครู ฉันจะขึ้นเวทีไปร่วมเสวนาด้วยได้อย่างไร มันจะทำให้คุณครูและโรงเรียนเสียชื่อเสียง

เมื่อฉันได้คำตอบแล้วก็เดินกลับมาหาเพื่อนๆ ฉันร็สึกหนักๆ ที่ขาอย่างไรบอกไม่ถูก ฉันบอกเพื่อนไปว่า ฉันไม่ต้องขึ้นเวทีแล้ว คนเต็ฒแล้ว เพื่อนดีใจกันยกใหญ่ เพราะเขารู้ว่าฉันไม่เต็มใจจะร่วมเสวนาหากยังอ่านไปได้แค่ 4 ใน ของเล่มเท่านั้นเอง
การเสวนาเริ่มขึ้นอย่างขลุกขลักนิดหน่อย แต่ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันได้ มีการฉายประวัติของอาจารย์ชมัยภร ซึ่งประทับใจฉันมาก เพราะใช้ภาษาได้ดี เปรียบอาจารย์เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งวงการรักการอ่านได้กินใจ และที่สำคัญ ผู้ที่ทำวิดีทัศน์นั้นเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเรา เป็ฯรุ่นพี่ที่ฉันชื่นชมในความสามารถของเธอ แต่ตอนนี้เธอจบไปแล้ว แลและเราก็ไม่มีโอกาสได้ติดต่อกันอีก

เมื่อจบการฉายประวัติ เพื่อนฉันชื่อ นุก รับหน้าที่เป็นพิธีกรก็ออกมาทำหน้าที่ของเธอ นุกพูดติดขัดบ้าง ฉันไม่เคืองใจ เพราะเคยผ่านความรู้สึกที่ต้องพูดต่อหน้าคนจำนวนมากมาตั้งหลายครั้งหลายหน แต่ที่ฉันขัดเคืองใจมากก็คือ โอมมาล้อเลียนนุกที่พูดติดขัดบ้าง มันไม่สนุกเลยนะ และฉันก็ไม่ชอบด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ฉันกับนุกไม่สนิทกันเหมือนเมื่อครั้งเราอยู่ห้องเดียวกัน แต่ฉันก็ไม่อยากให้โอม เพื่อนสนิทฉันในปัจจุบันไปล้อเลียนเธอ ฉันหันไปดุโอม แล้วฉันก็เสียใจที่ทำแบบนั้นเหมือนกัน ตามความคิดของฉัน โอมคงคิดว่าฉันเหมือนด็กอนุบาล หวงเพื่อนไปได้
ตอนกลาง
บทสนทนาอุดมสาระ เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวเองของอาจารย์ชมัยภร ซึ่งเป็นกันเองมาก ไม่คิดว่านักเขียนรุ่นใหญ่จะเป็นกันเอง ยิ้มแย้ม น่ารักกับเด็กคราวเราได้ คำถามถูกยิงมาเรื่อยๆ อาจารย์ชมัยภรก็ตอบมาเรื่อยๆ สนุกสนานเฮฮา แต่มีสาระ และอาจารย์ยังมีหนังสือดีๆ มาให้เป็นรางวัลสำหรับคนตอบคำถามอีกด้วย
บทสนทนาที่ฉันจดได้มีดังต่อไปนี้
ป้าอี๊ด (อาจารย์ชมัยภร) : ใครรู้จักศรีบูรพาบ้าง ยกมือแล้วตอบป้าหน่อย
ฉันยกมือแล้วตอบไปว่า ศรีบูรพาเป็นนักคิดนักเขียน เป็นบุคคลที่อยู่ในประวัติศาสตร์บ้านเมืองาช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฉันตอบไปเท่านี้ อาจารย์ก็ให้รางวัลมาเป็นหนังสือเรื่อง เที่ยวบินยามเช้า อาจารย์ว่า อืม สั้นๆ ได้ใจความ เอ๊...ฉันก็งงเล็กน้อย คือความจริงถ้าจะตอบแบบละเอียด ยาวถี่ยิบเลยก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่นาทีเท่านั้นเอง ฉันจึงสับสนว่า ตกลงแล้วฉันตอบตรงใจอาจารย์หรือเปล่านะ แล้วฉันก็มานั่นที่

เพื่อนตัวแทนบนเวทีก็เริ่มรายการโดยถามว่า
เพื่อน : ทำไมอาจารย์ถึงมาเป็นนักเขียน
ป้าอี๊ด : ป้าอี๊ดป็นนักอ่านมาตั้งแต่เล็กๆ ป้ามีโลกจินตนาการของตัวเอง ป้าอยากเก่งเหมือนคนเขียนที่ทำให้คนอ่านคิดตามได้ แล้วพอบางเรื่องที่ป้าอ่านมันจบไม่ถูกใจ ป้าก็เลยอยากเขียนเองให้ถูกใจป่น่ะ
เพื่อน : แรงบันดาลใจคืออะไร ทำไมถึงอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับศรีบูรพา
ป้าอี๊ด : ศรีบูรพาเกิดก่อน ร.6 เป็ฯนักคิดนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ มีภาษาที่เยี่ยมยอด แต่ถูกจับเพราะทำหนังสือพิมพ์ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกข้อหากบฏในราชอาณาจักร อยู่ในคุก 3 เดือน ครั้งที่สองในข้อหากบฏในและนอกราชอาณาจักร อยู่ในคุก 5 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะเป็น 12 ปี แต่ได้รับการนิรโทษกรรม หลังจากนั้นท่านไปประเทศจีน ในช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ศรีบูรพาไม่กลับประเทศไทยอีกเลย พอทราบประวัติของท่านแล้วก้อยากเขียนอยากเล่าออกมาให้คนรุ่นหลังได้อ่าน

เพื่อน : ทำไมต้องสวนเล็กๆ
ป้าอี๊ด : ของที่รู้สึกเป็นของเราก็มักจะเล็กๆ ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนของส่วนรวม เช่น เทียบสวนหลังบ้านของเรากับสวนลุมพินี ป้าเปรียบสวนเล็กๆ เป็นโลกในการเสพสุขของแต่ละคน
เพื่อน : ผลงานของศรีบูรพาที่อาจารย์ประทับใจ
ป้าอี๊ด : ข้างหลังภาพ และ สงคามชีวิต ป้าอ่านไปร้องไห้ไป ซึ้งมาก พอเรียนมหาวิทยาลัยก็อ่าน แลไปข้างหน้า รู้สึกว่าเป็นหนังสอที่ดีมากๆ ที่เราผ่านมาหมาดๆ เมื่อวนที่ 19 กันยายน 2549 ป้าว่าเราควรอ่าน แลไปข้างหน้า เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐประหาะ สำนวนภาษาดีมาก แต่เสียดายที่ท่านเขียนไม่จบ
เพื่อน : เพลินเป็นตัวแทนของคนยุคนี้ ช่วยกรุณาเปรียบเทียบกับยุคป้าอี๊ดหน่อยค่ะ
ป้าอี๊ด : ไม่ว่าสมัยไหนก็เหมือนกัน วัยรุ่นก็ไม่ได้เรื่องเสมอแหละ แต่พอเป็นผู้ใหญ่ก็ได้เรื่องเองล่ะ ก่อนได้เรื่องก็ต้องมีเรื่องก่อน ป้าเลยต้องหาเรื่องให้เพลินในเรื่องนี้ เพลินมีปัญหาส่วนตัวคือ แม่ตาย พ่อไม่ค่อยมีเวลาให้ เพลินต้องการหาตัวเองให้เจอจ้ะ
ป้าเองไม่ได้คิดว่าเด็กรุ่นนี้จะมีคุณภาพน้อยกว่าคนรุ่นป้า แต่รุ่นป้าน่ะ โตมากับหนังสือ ไม่มีทีวีที่บ้าน มีแต่วิทยุ พอเปิดวิทยุหมาก็ตกใจเห่าหอนกันไป ป้าอยู่กับหนังสือ อ่านทุกเรื่อง อ่านๆๆๆๆ ไปไหนก็อ่าน แต่คนรุ่นนี้เขาโตมากับทีวี เราต้องหาความรู้จากมัน โลกของการอ่านนั้นน่าพิศวงมาก แต่ในทีวีไม่มีจินตนาการ เป็นภาพเบ็ดเสร็จมาป้อนให้เรา เราไม่ต้องจินตนาการ จินตนาการเป็นเรื่องที่ดี ศรีบูรพาท่านอ่านมาก ขนาดติดคุกท่านยังอ่านหนังสือทุกวันเลย ให้คุณย่าชนิดเอาหนังสือมาจากห้องสมุดที่บ้าน

เพื่อน : อุดมคติ ในเรื่อง กุหลาบในสวนเล็กๆ แปลว่าอะไรคะ
ป้าอี๊ด : อุดม หรือ อุตม แปลว่า มากที่สุด คติ แปลว่าคิด รวมกัน แปลว่า ความคิด จุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิต
อุดมคติของศรีบูรพา คืออะไร ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับคนอื่น คือ คนที่ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ท่านเองเป็นสุภาพบุรุษ เพราะท่านก็เรียกร้องสันติภาพ
เพื่อน : เพลงเพื่อมวลชน ขอพลีตนไม่ว่าจะตายกี่ครั้ง คือจำเป็นแค่ไหนที่ต้องเสียสละ
ป้าอี๊ด : เพลินไม่รู้อะไรเลย แต่ต้องทำงานเกี่ยวกับศรีบูรพา ป้าเองเคยฟังบทวีที่ว่า เปิดข้าว ทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน .....กำซาบฟัน เป็นบทกวีท่ป้าอ่านแล้วตกใจ ก็กินข้าวอยูทุกวัน แล้วมีคนมาบอกว่า ข้าวนั้นน่ะเป็นเลือดเนื้อแรงกายของขา มันเป็นการจุดประกายให้ป้าเริ่มอ่าน ค้นคิด ค่ายของนักศึกษาที่ไปพัฒนาชุมชนก็ถือว่าเป็นการเสียสละ แต่เขาก็ไม่ถึงกับตาย จะเห็นได้ว่าโลกนี้ เราไม่ได้อยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะว่าเรามองเห็นว่ามีคนอื่นในโลกนี้ด้วย
<<มีคนเป็นลมด้วย ป้าอี๊ดบอกว่าจะเอาไปเป็นนิยายของป้าด้วย>>
เพื่อน : เข้าป่า กับ ป่าแตก หมายความว่าอย่างไร
ป้าอี๊ด : เข้าป่า คือช่วงเหตุการณ์หลัง 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์หางประเทศไทย ที่ในป่า ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือหรือริมชายแดน แต่เพราะเกิดความวุ่นวาย ช่วง พ.ศ. 2524 พรรคคอมมิวนิสต์ก็แตกแยก นักศึกษาและคนที่ซุ่มตัวอยู่ในป้าก็ออกจากป่า เราเรียกกันว่า ป่าแตก เด็กๆ ทั้งหลายควรอ่านประวัติศาสตร์
เพื่อน : รางวัลศรีบูรพา มีเกณฑ์อย่างไร
ป้าอี๊ด : ศรีบูรพาเสียชวิตที่ประเทศจีน เมื่อ 16 มิถุนายน 2517 ข่าวคราวที่มาถึงเมืองไทยมีน้อยมาก รพีพร เป็นนักเขียนที่ตั้งรางวัลศรีบูรพาขึ้น เนื่องจากเห็นว่า ศรีบูรพาเป็นบุคคลที่ควรแก่การระลึกถึง ถ้าไม่มีศรีบูรพา ประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยก็ไม่สมบูรณ์ เราคัดเลือกคนที่เป็นนักคิด หรือนักเขียน หรือ นักหนังสือพิมพ์ ที่มีแนวทางแบบศรีบูรพา มีความคิดเพื่อคนอื่น ระยะเวลาพิสูจน์คือ 30 ปี แต่ต่อมาก็ลดลงเหลือประมาณ 15-20 ปี ต้องทำงานต่อเนื่องตลอด เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลศรีบูรพา เปะคนแรก และคนล่าสุด คือ สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน
เพื่อน : แท่นพิมพ์ถูกล่ามโซ่ คืออะไร
ป้าอี๊ด : จากบทความเรื่อง มนุษยภาพ เป็นบทความที่แสดงความเป็ฯมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เมื่อตีพิมพ์ออกมาก็ถูกผู้ใหญ่ในวงการสังคมผู้บริหารตำหนิติเตียน และห้ามเขียนต่อ แม้จะออกตีพิมพ์แค่ตอนที่ 1 เท่านั้น ห้ามออกบทความในหนังสือพิมพ์นี้อีก ศรีบูรพาจึงยกทีมออก และไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อื่น ส่วนการล่ามโซ่แท่นพิมพ์จริงนั้นหรือไม่ ป้าเองก็ไม่ทราบ
เพื่อน : คุณหญิงกีรติ ไม่บอกความนัยแก่นพพร เพราะตามครรลองหรือ
ป้าอี๊ด : สมัยก่อน ผู้หญิงอายุ 35 ปี ถือว่าแก่ นพพรอายุ 22 ปี สังคมรับได้ที่ไหน และ มร. กรีติ ก็แต่งงานแล้วด้วย คุณหญิงรู้ตัวดีว่าบอกไม่ได้ ไม่บอกน่ะถูกแล้ว งดงามแล้ว
เพื่อน : อุปสรรคในการเป็นนักเขียนของป้าคืออะไร
ป้าอี๊ด : 1. ถ้ารู้สึกว่าเขียนแล้วไม่พอใจ ป้าจะท้อแท้ เพราะป้าเป็นนักวิจารณ์ เขียนในสยามรัฐสัปดาหวิจาร์ มา 17 ปี เลิกเขียนเมื่อ พ.ศ. 2538 แล้วค่อยหันมาจับงานเขียนอย่างจริงๆ จังๆ ก็พอจะรู้อยู่ว่าหนังสือดีๆ เป็ฯยังไง พอจะทำเองจริงๆ มันยาก ยิ่งป้าเป็นนักวิจารณ์ ป้าก็ต้องวิจารณืตัวเองไปด้วย ถ้าป้าเขียนไม่ออกก็ลุกไปทำอย่างอื่น เช่น คุยกับหมา ล้างจาน เปลี่ยนอิริยาบถ ส่วนปัญหาอีกเรื่องคือ ตอนใช้คอมใหม่ๆ ป้าพิมพ์ไป 9 หน้าแล้ว สั่งเซพ แล้วปิดคอมไปเลย ป้าเลยต้องมาทำใหม่อีกรอบ อีกอย่าง แก่แล้ว ปวดหลัง ก็ลุกเปลี่ยนท่านั่งบ้าง
เพื่อน : อยากเป็นนักเขียน ทำอย่างไร
ป้าอี๊ด : ช่างสังเกต มีความคิด มีอารมณ์ เป็นนักอ่าน อ่านเยอะๆ
ฉัน : คนพวกนั้น คนพวกนี้ คืออะไร ขอความกรุณาตอบเป็นคำจำกัดความสั้นๆ ค่ะ
ป้าอี๊ด : เป็นคำเรียกคนจน อันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ตอนท้าย
การเสวนาจบลงแล้ว ปิดฉากอย่างสวยงามด้วยบทความที่นุกพูด โรงเรียนได้มอบของที่ระลึกแด่ป้าอี๊ด และป้าอี๊ดก็ลงมาแจกลายเซ็นต์ ฉันก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปขอลายเซ็นจากท่าน ฉันมีคำถามมากมายกว่านี้ แต่เวลาไม่พอ และบางคำถามก็เป็นไปทางส่วนตัว ฉันอยากติดต่อกับป้าอี๊ดอีก เหมือนเพลินอยากคุยกับครูปภาไฉน ฉันขอช่องทางติดต่อกับป้าอี๊ด ไม่กล้าขอเบอร์โทรศัพท์ ด้วยเห็นว่า ป้าคงมีธุระมาก ไม่น่าจะมาเปลืองเวลากับฉัน ฉันจึงขอ อีเมลมา ป้าบอกว่าให้ไปขอกับคนที่ขายหนังสือ
ฉันยังไม่อยากกลับเลย ยังอยากคุยกับป้าอี๊ดอยู่ แต่ยังมีเพื่อนๆ รออยู่อีกมาก จึงต้องออกมาจากแถว และไปขออีเมล เมื่อได้มาแล้ว ฉันก็เดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับความรู้ที่ได้รับมามากมาย




|